30บทเรียนชีวิตจากอัลกุรอาน (บทที่3)

42

30บทเรียนชีวิตจากอัลกุรอาน (บทที่3) ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนจะถูกจดบันทึกเอาไว้

وَمَا مِن دَابَّةٍ فِي الْأَرْضِ إِلَا عَلَى اللَّهِ رِزْقُهَا وَيَعْلَمُ مُسْتَقَرَّهَا وَمُسْتَوْدَعَهَا كُلٌّ فِي كِتَابٍ مُبِينٍ‏

ความว่า:และไม่มีสรรพสัตว์ตัวใดในแผ่นดิน เว้นเสียแต่เครื่องยังชีพของมันเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงรู้ที่พำนักถาวร และที่พักชั่วคราวของมัน ทุกสิ่งอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง

(โองการที่6 บทฮูด)

คำอธิบาย :

1.คำว่า (ริซกุน) หมายถึงการให้อย่างต่อเนื่อง การให้เครื่องยังชีพแก่บรรดาปศุสัตว์และให้อย่างต่อเนื่องของพระเจ้า เรียกว่า ริซกุน

แน่นอน ริซกุน นั้นครอบคลุมทั้งสิ่งที่เป็นวัตถุปัจจัยและมโนธรรม กล่าวคือดังที่คำนี้หมายรวมถึงเรื่องอาหารการกินและเครื่องยังชีพด้านวัตถุ ขณะเดียวกันก็หมายถึงวิชาการความรู้ มโนกรรม และการเป็นชะฮีด (พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ) ด้วยเช่นกัน

  1. คำว่า กิตาบุน มุบีน หมายถึงการบันทึกไว้โดยชัดเจน หรือการทำให้ชัดเจน ซึ่งเป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความรอบรู้อันกว้างไกลของพระเจ้า หมายถึงทั้งนามชื่อ สถานที่ของสรรพสัตว์ทั้งหมดบนโลกนี้ถูกบันทึกไว้ในความรอบรู้ของพระเจ้าอย่างหมดสิ้น โดยไม่มีวันเล็ดรอดไปจากการจดบันทึกของพระองค์ได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น ไม่ต้องเป็นกังวลใจว่านามของท่านจะไม่ได้รับการบันทึกจากพระองค์
  2. อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงรอบรู้เหนือทุกสรรพสิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงประทานเครื่องชีพแก่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดบนหน้าแผ่นดิน อีกทั้งพระองค์ทรงทราบดีถึงสถานที่พำนักถาวรและไม่ถาวร ตลอดจนการเคลื่อนย้ายที่อยู่ของสิ่งเหล่านั้น พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้จักบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำที่อยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึกไหลโพ้นออกไป หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่ต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตลอดจนมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ และสัตว์บกทุกชนิด ตลอดจนหมู่มวลวิหคทั้งหลาย พระองค์คือผู้ประทานเครื่องยังชีพแก่บรรดาสรรพสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด โดยไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
  3. วัตถุประสงค์ของการที่ตรัสว่า “เครื่องยังชีพของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ” ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องพยายามตระเตรียมที่อยู่อาศัยสำหรับตนเอง ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องทำงาน อ่อนแอและเกียจคร้านได้ตามความพอใจ หรือปล่อยโอกาสให้หลุดลอยมือไปจนกระทั่งว่าความยากจนได้รุมล้อมประชาชน ทว่าวัตถุประสงค์ของโองการคือเครื่องยังชีพของประชาชนอยู่ในอำนาจของอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งขึ้นอยู่กับการขวนขวายพยายามของประชาชน ดังที่จะเห็นว่าแม้แต่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ก็ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ไม่ได้เฝ้าคอยความช่วยเหลือจากคนอื่นแต่อย่างใด
  4. โองการข้างต้นเปรียบเสมือนเป็นเบรกสำหรับกลุ่มชนที่บูชาโลกและมีความลุ่มหลงไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งพวกเขาได้ร่วมมือกันฉ้อฉลเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องยังชีพ และทรัพย์สิน พวกเขาได้ก่อกรรมทำเข็ญกับบุคคลอื่นโดยคิดว่า ถ้าหากพวกเขาไม่ทำเช่นนั้นก็จะไม่ได้รับเครื่องยังชีพแน่นอน

โองการข้างต้นและรายงานอีกจำนวนมากได้กล่าวเตือนสำทับพวกเขาว่า จงอย่าแสวงหาปัจจัยยังชีพด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง ไม่อนุมัติ หรือด้วยการกดขี่ระรานคนอื่น หรือได้มาโดยผิดกฎหมายเพื่อการดำรงชีพของตนและครอบครัว จงมั่นใจเถิดว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ทุกคน

  1. รายงานจากท่านอิมามอะลี (อ) ซึ่งได้เขียนจดหมายส่งถึงบุตรชายสุดที่รักของท่าน อิมามฮะซัน มุจญฺตะบา (อ) ว่า โอ้ บุตรรักของฉัน พึงรู้ไว้เถิดว่าเครื่องยังชีพนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือประเภทหนึ่งลูกจะต้องขวนขวายและสรรหาด้วยตัวเอง ส่วนอีกประเภทหนึ่งเครื่องยังชีพนั้นจะมุ่งหมายมาหาเธอ

แน่นอนว่าบางครั้งปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด อากาศ ฝน และการชี้นำต่างๆ ของอัลลอฮฺ (ซบ.) หรือธรรมชาติ ไม่จำเป็นที่เราต้องขวนขวายแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้จะมาหาเรา ขณะเดียวกันถ้าเราไม่พยายามปกป้องรักษาเอาไว้ เราก็จะสูญเสียไป หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดทิ้งสิ้น

บทเรียนจากโองการ :

1.จงไว้เถิดว่าเครื่องยังชีพของเราอยู่ในอำนาจของพระเจ้า ฉะนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองตกต่ำ และจงอย่ากลัว อย่าบูชาหรือลุ่มหลงโลกจนเกินเหตุ

  1. ทุกสิ่งทุกอย่างของท่านจะได้รับการจดบันทึกเอาไว้ และอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงล่วงรู้ดีในสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น จงอย่าระแวงหรือเป็นกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญพึงระวังในการแสวงหารปัจจัยเหล่านั้น