30บทเรียนชีวิตจากอัลกุรอาน(บทที่1)

86

30บทเรียนชีวิตจากอัลกุรอาน(บทที่1) เรื่อง ส่งเสริมการญิฮาดด้านความรู้และวิชาการของมุสลิม

وَمَا كَانَ الْمُؤْمِنُونَ لِيَنْفِرُوا كَافَّةً فَلَوْلَا نَفَرَ مِن كُلِّ فِرْقَةٍ مِنْهُمْ طَائِفَةٌ لِيَتَفَقَّهُوا فِي الدِّينِ وَلِيُنذِرُوا قَوْمَهُمْ إِذَا رَجَعُوا إِلَيْهِمْ لَعَلَّهُمْ يَحْذَرُونَ‏

ความว่า : ไม่บังควรที่บรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสู้รบพร้อมกันทั้งหมด เหตุใดเล่า แต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพื่อศึกษาหาความเข้าใจในศาสนา และเพื่อจะได้ตักเตือนพวกพ้องของพวกเขา เมื่อพวกเขาได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา บางทีพวกเขาจะได้กลัวและระมัดระวัง (การฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า)

(โองการที่ 122 บทอัตเตาบะฮฺ)

สาเหตุแห่งการประทานลงมา :

เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานโองการนี้ มีคำกล่าวอยู่ 3 รายงานด้วยกัน กล่าวคือ :

  1. โองการได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับชาวอาหรับเร่ร่อน ซึ่งพวกเขาได้มุ่งหน้าสู่มะดีนะฮฺเพื่อเรียนรู้คำสอนและวิชาการของอิสลาม สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจแก่ชาวเมือง โองการจึงได้ถูกประทานลงมา เพื่อกำชับให้พวกเขาว่า อย่าทิ้งบ้านเมืองไปทั้งหมด ให้แบ่งบางกลุ่มเพื่อไปศึกษาอิสลาม เมื่อกลับมาแล้วจะได้สอนสั่งพวกพ้องของตนได้
  2. โองการได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับการญิฮาด เพราะหลังจากการประณามและตำหนิผู้กระทำการฝ่าฝืนในสงครามตะบูกแล้ว,มุสลิมทุกคนจึงมีหน้าที่เข้าร่วมทุกสงคราม และบางครั้งท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ต้องอยู่ในนครมะดีนะฮฺเพียงลำพัง, โองการข้างต้นจึงได้ถูกประทานลงมาและสั่งว่า ให้บางกลุ่มประจำอยู่ในมะดีนะฮฺ เพื่อเรียนรู้คำสอนและวิชาการจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และเมื่อบรรดามุญาฮิดีนกลับมาจากสงครามแล้ว พวกเจ้าจะได้สอนสั่งพวกเขาได้
  3. โองการได้ประทานลงมาเกี่ยวกับกลุ่มของสหายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ที่ได้เดินทางไปเผยแพร่อิสลามในหมู่ชนเผ่าเร่ร่อน และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่บางคนก็ตัดพล้อว่า ทำไมละทิ้งท่านศาสดาให้อยู่ตามลำพังและเดินทางมาที่นี่กันหมด! พวกเขาโกรธมากและให้กลับมาหาท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) โองการจึงได้ถูกประทานลงมาเพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ของพวกเขา

คำอธิบาย :

ญิฮาดกับความโง่เขลาและญิฮาดกับศัตรู

โองการข้างต้นกับโองการก่อนหน้านี้กล่าวถึงเรื่อง การญิฮาด และอ้างถึงความจริงอันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับมุสลิม,

1.โองการข้างต้นถ้าหากพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการประทานโองการทั้ง 3 รายงานแล้ว สามารถอธิบายโองการได้ 3 ลักษณะดังนี้

คำอธิบายที่หนึ่ง มุสลิมมีหน้าที่ในฐานะที่เป็นวาญิบกิฟายะฮฺ (หมายถึงคนใดคนหนึ่งกระทำก็เพียงพอแล้ว) ที่ว่าทุกหมู่คณะให้เลือกบางกลุ่มขึ้นมา เพื่อส่งไปศึกษาหาความรู้ด้านวิชาการอิสลาม ณ ศูนย์กลางอิสลาม หลังจากการเรียนรู้วิชาการอิสลามแล้ว เมื่อกลับไปยังบ้านเมืองของตนจะได้สามารถสอนสั่งผู้อื่นได้[42]

คำอธิบายที่สอง เมื่ออยู่ในช่วงสงครามให้ส่งบางกลุ่มไปออกรบ และให้บางกลุ่มประจำอยู่ในเมืองเพื่อศึกษาหาความรู้ เมื่อบรรดามุญาฮิดีนกลับจากสงคราม จะได้สอนสั่งวิชาความรู้แก่พวกเขา

คำอธิบายที่สาม มุสลิมกลุ่มหนึ่งได้ถูกส่งไปสนามรบในฐานะเป็นวาญิบกิฟายะฮฺ และขณะอยู่ในสนามรบนั้นพวกเขาได้เรียนรู้อิสลาม และเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอิสลามด้วยกับตาตัวเอง เมื่อพวกเขากลับจากสงครามแล้วพวกเขาได้สอนสั่งกลุ่มเพื่อนพ้องของตนเอง

ตามคำอธิบายทั้งหมดจะเห็นว่า คำอธิบายแรกนั้นมีความเหมาะสม แต่การตัฟซีรที่สองนั้นเข้ากันได้ดีกับบริบทของโองการก่อนหน้าและหลังจากนี้ ส่วนตัฟซีรที่สามนั้นถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามทั้งสามคำอธิบายอาจถือได้ว่าเป็นจุดประสงค์ของโองการทั้งสิ้น

  1. ถ้าหากโองการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมญิฮาดของบางกลุ่มชน ก็ถือว่ายังไม่ถูกยกเลิกและไม่ขัดแย้งกับโองการก่อนหน้านั้น เนื่องจากโองการได้เชิญชวนทุกคนไปสู่การสงคราม เพราะแต่ละฝ่ายนั้นขึ้นอยู่กับกาลเวลาและสถานที่อันเฉพาะเจาะจง หมายถึงช่วงเวลาที่มุสลิมต้องเผชิญหน้ากับจักรพรรดิแห่งโรมัน มุสลิมทุกคนจึงต้องเข้าร่วมการญิฮาด แต่สำหรับสงครามเล็กๆ จำเป็นต้องจัดแบ่งกลุ่มไว้เป็นกองหนุนอยู่ด้านหลัง เพื่อทำการญิฮาดทางด้านความรู้
  2. วัตถุประสงค์ของคำว่า “ตะฟักกุฮู ในศาสนา” หมายถึงความเข้าใจและความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับวิชาการทั้งหมดของอิสลาม ซึ่งครอบคลุมหลักความเชื่อทางศาสนา และบทบัญญัติปลีกย่อยของอิสลาม ถ้าในช่วงเวลาของเราคำว่า “ฟะกีฮฺ”หมายถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านบทบัญญัติของศาสนา ถือว่าเป็นนิยามอันเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าในมุมมองของอัลกุรอาน,”ฟะกีฮฺ” หมายถึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในศาสตร์ต่างๆ ของอิสลาม เช่น การตีความอัลกุรอาน ศาสนศาสตร์,เทววิทยา, นิติศาสตร์, หลักความศรัทธา,และความรู้เกี่ยวกับนักรายงานฮะดีซ …
  3. วัตถุประสงค์ของคำว่า “ดีน” หมายถึงกลุ่มความเชื่อ บทบัญญัติ และคุณธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า อิสลาม
  4. จากโองการข้างต้นสามารถเข้าใจได้ว่า การศึกษาความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ ของอิสลามถือเป็นวาญิบ กิฟายะฮฺ หมายถึง ต้องมีกลุ่มหนึ่งจากมุสลิมเดินทางไปศึกษาหาความรู้ และไปเผยแพร่ตามสถานที่ต่างๆ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าทั้งการศึกษาหาความรู้และการสอนสั่งเป็นวาญิบกิฟายะฮฺ
  5. จากโองการเข้าใจได้ว่าอิสลามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอน จนกระทั่งว่าให้จัดแบ่งมุสลิมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นทหารและอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้แสวงหาความรู้ และกลุ่มที่เดินทางไปแสวงหาความรู้นั้นสมควรได้รับการยกเว้นเรื่องทหารเพื่อการมุ่งมั่นด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว
  6. โองการข้างต้นนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างรากฐานของสถาบันการศึกษาและนักวิชาการ อีกทั้งยังถือว่าโองการดังกล่าวเป็นคำขวัญสำหรับบรรดานักการศาสนาทั้งหมดของอิสลาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
  7. จากโองการเข้าใจได้ว่าจุดประสงค์ของการศึกษาในอิสลาม ก็เพื่อตักเตือนประชาชนและเพื่อแจ้งเตือนพวกเขาให้ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากความละเลยและความไม่สนใจต่างๆ

บทเรียนจากโองการ :

  1. มุสลิมทั้งหมดไม่สมควรรวมอยู่ในสถานเดียวกัน บางส่วนอาจเดินทางไปแสวงหาความรู้ในสถานที่ต่างๆ
  2. การศึกษาหาความรู้ในอิสลาม คือสารที่ให้ชีวิตจิตใจที่ส่งไปถึงประชาชน
  3. มุสลิมทุกคนต่างมีหน้าที่ญิฮาด 2 ลักษณะ : ญิฮาดทางการทหารและญิฮาดทางด้านความรู้และวิชาการ
  4. จงศึกษาหาความรู้ทั้งหมดทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง
  5. สำหรับการเผยแพร่วิชาความรู้ของนักเผยแผ่อิสลาม ผู้คนในบ้านเมืองของตนถือเป็นความสำคัญลำดับแรก