การรู้จักพระเจ้า(ตอนที่๑๑)

20

การรู้จักพระเจ้า(ตอนที่๑๑)

เรื่องเตาฮีด

ประการที่ 2 พระเจ้าองค์หนึ่งในพระเจ้าสมมติสององค์เกิดสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา และพระเจ้าอีกองค์หนึ่งตัดสินใจที่จะทำลายสิ่งนั้นเสีย หากพระเจ้าองค์แรกนั้นสามารถปกป้องสิ่งถูกสร้างของตนเองได้และยับยั้ง การกระทำของพระเจ้าองค์ที่สองได้ พระเจ้าองค์ที่สองก็เป็นผู้ไร้ความสามารถ ก็เป็นพระเจ้าไม่ได้ แต่หากไม่อาจปกป้องสิ่งถูกสร้างของตนเองได้ ก็ถือว่าไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจเป็นพระเจ้าเช่นกัน

สรุปเรื่องเตาฮีด

เพราะเราเชื่อมั่นในความเป็นเอกานุภาพของพระเจ้าและถือว่าพระองค์ทรงเป็นผู้จัดการโลกนี้ นอกจากพระองค์แล้ว สิ่งใดก็ตามหรือบุคคลใดก็ตามล้วนอ่อนแอและไร้ความสามารถทั้งสิ้น นอกจากพระเจ้าแล้ว เราไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดเป็นผู้มีอำนาจเต็มและ “วาญิบุ้ลอิฏออะฮ์”

(จำเป็นต้องเชื่อฟังปฏิบัติตาม) เราจะไม่ยอมศิโรราบและหมอบราบกับพื้นให้กับผู้ใด นอกจากพระองค์แล้วไซร้ เราจะไม่มีวันสำแดงความเป็นบ่าวและความต่ำต้อยต่อผู้ใด เราจะไม่มอบเจตนารมณ์และความเป็นอิสระของเราให้อยู่ในความดูแลของผู้ใด เราจะไม่ยอมถวายความยิ่งใหญ่และถวายการสรรเสริญอันไร้ขอบเขตกับมนุษย์คนใด เราถือว่าการประจบสอพลอนั้นเป็นเรื่องน่าตำหนิ

เราให้เกียรติต่อบรรดาศาสดา บรรดาศาสนทูต และบรรดาผู้นำตามหลักการศาสนาและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเหล่านั้น ก็เพราะเหตุที่ว่าพระเจ้าทรงกำหนดให้ต้องเชื่อฟัง การปฏิบัติตามท่านเหล่านั้นจึงถือเป็นความจำเป็น ความบัญชาของท่านเหล่านั้นอยู่ในกรอบของกฎเกณฑ์แห่ง พระบัญชาของพระเจ้า ไม่มีวันที่เกินเลยออกนอกขอบเขตของหลักการศาสนาไปได้เราไป “ซิยาเราะฮ์” (เยี่ยมเยือน) หลุมฝังศพของบรรดาศาสนทูตและบรรดาอิมาม และสำแดงความเคารพและให้เกียรติต่อท่านเหล่านั้น แต่มิใช่เป็น “อิบาดะฮ์” มันเป็นเพียงการให้เกียรติต่อสถานะแห่งความสูงส่ง ทางจิตวิญญาณ ความศักดิ์สิทธิ์ และความพิสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น เราปรับปรุงซ่อมแซมหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้นและไปเยี่ยมเยือนนั้นก็เพื่อสำนึกในบุญคุณต่อสถานะอันสูงส่งและการเสียสละตามหลักการศาสนาของท่านเหล่านั้น เราต้องการสำแดงให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า บุคคลใดก็ตามที่เพียรพยาม (ญิฮาด) ในวิถีทางแห่งพระเจ้าและพยายามชี้นำทางผู้คนเขาจะต้องไม่ถูกลืมเลือนไป ในสถานอันต้องห้ามของบุคคลผู้บริสุทธิ์และถูกคัดสรรจากพระเจ้านั้นเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ เราพร่ำบ่น ดุอาอ์และวิงวอนขอความสัมฤทธิ์ผลในโลกนี้และวอนขอการอภัยโทษจากพระเจ้า เราถือว่าวิญญาณอันบริสุทธิ์ของบุคคลเหล่านั้น ณ อัลลอฮ์ เป็นผู้ให้การชะฟาอะฮ์ (อนุเคราะห์พิเศษ) และเป็นวะซีละฮ์ (สื่อสานสัมพันธ์ยังพระเจ้า) นั่นเอง