เมื่อนักศึกษาวะฮาบีซาอุฯ ทำวิทยานิพนธ์ ดูหมิ่นท่านอิมามอาลี และโดนอาจารย์สอบป้องกัน มหาลัย อ๊อกซฟอร์ด ปฏิเสธ!!!

6

เมื่อนักศึกษาวะฮาบีซาอุฯ ทำวิทยานิพนธ์ ดูหมิ่นท่านอิมามอาลี และโดนอาจารย์สอบป้องกัน มหาลัย อ๊อกซฟอร์ด ปฏิเสธ!!!

มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดปฏิเสธวิทยานิพนธ์ของ อุศมาน อัล-กัลบานี ( Osman Al-Kalbani ) นักศึกษาชาวซาอุดีอาระเบียในคณะการวิจัยอิสลาม เนื่องจากความผิดพลาดมากมายของเขา การประพฤติมิชอบของนักศึกษาในช่วงการสอบป้องกัน และปฏิกิริยาที่หยาบคายของเขาต่อ “ตอริก ข่าน” ประธานคณะกรรมผู้สอบวิทยานิพนธ์

หนึ่งในประเด็นที่ขัดแย้งกันคือเมื่อนักศึกษาตีความความหมายของคำว่า “الأنزع البَطین” ที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของท่านอิมามอาลี(อ) และอธิบายว่า “อัล- อันซะอฺ” เป็น “การหลุดร่วงของขนบริเวณหน้าผาก ” และ “อัลบะตัยน์” เป็น “ท้องป่องใหญ่โต”

ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ปกป้องอิมามอาลี(อ) อย่างสุดชีวิต

ศาสตราจารย์ตอริก ข่าน ประธานคณะกรรมการผู้สอบวิทยานิพนธ์ บอกกับนักศึกษาว่า “การตีความเช่นนี้ถือเป็นความผิดพลาด เนื่องจากคุณตีความ “สมยานาม” นี้ในลักษณะเชิงผิวเผิน ในขณะที่การตีความที่ถูกต้องของสมยานามนี้คือ อิหม่ามอาลี (อ.) ถูกตัดขาดจากการตั้งภาคีและเต็มไปด้วยความรู้ และคำว่า “อัล-อันซะอฺ” หมายถึงการตั้งภาคีนั้นจะไม่มีวันพบเห็นในตัวท่าน ส่วนคำว่า “อัล-บะตัยน์” เป็นการเปรียบเปรยถึงความรู้ ความศรัทธา และความยะกีนเชื่อมั่นของท่านอิมามอาลี(อ)

เขากล่าวเสริมว่า : หลักฐานอ้างอิงเกี่ยวกับท้องโต และรูปร่างเตี้ยของท่านอิมามอาลี(อ) เป็นหลักฐานอ่อนและไม่มีมูลความจริง ถูกอุปโลกน์โดยศัตรูของอิมามอาลี (อ) และอิบนุตัยมิยะห์ ได้เผยแพร่ในยุคปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ตอริก ข่าน ชี้ให้เห็นว่า: อิบนิตัยมียะห์ เป็นศัตรูกับอิมามอาลี (อ) อย่างเปิดเผย และคำกล่าวของเขาไม่เป็นข้อพิสูจน์(ฮุจญัต)ใด ๆ กับชาวมุสลิม อีกทั้งมีริวายะห์(คำรายงาน)มากมาย(เกี่ยวกับความประเสริฐของอิมามอะลี)ในตำราของมุสลิมในเรื่องนี้

เขากล่าวเสริมว่า: ในบรรดาริวายะห์เหล่านี้ มีหะดีษอันสูงส่งของท่านศาสดาบทหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า:

“يا علي, اِنّ الله قد غَفَر لك ولِذُرِّيتِك ولِشيعتك ولِمُحِبّي شيعتك, و لِمُحِبّي مُحِبّي شيعتك, فَابشِر فإنك الأنزَعُ البَطين, مَنزُوعٌ من الشِّرك مَبطُونٌ مِن العِلم ”

ความว่า โอ้ อาลี แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่เจ้า วงศ์วานของเจ้า ชีอะห์ของเจ้าและมิตรสหายของชีอะห์ของเจ้า ดังนั้นจงแจ้งข่าวดี ว่า ท่านนั้นคือ อัล-อันซะอ อัล- บะตัยน์ ผู้ถูกตัดขาดจากการตั้งภาคี และมีความรอบรู้

ซึ่งมีบันทึกในหนังสือ

الجويني در کتاب فرائد السمطين 1/308،

ابن المغازلي در مناقب، شیخ صدوق در عيون اخبار الرضا 1/52،

مسند زيد بن علي 456

การอธิบายเช่นนี้มันสอดคล้องกับความสันโดษของอิมามอาลี(อ)และวจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ที่สุด

เกี่ยวกับอิหม่ามอาลี (อ) ตาริก ข่าน กล่าวถึงหะดีษบทนี้ของอิหม่ามอาลี (อ) ซึ่งกล่าวว่า:

….. เป็นไปไม่ได้ที่ความปรารถนาที่มากเกินไปจะเอาชนะข้าฯ และเป็นไปไม่ได้ที่ความละโมบดังกล่าวจะชักจูงข้าฯเพื่อให้ได้รับปัจจัยที่ดีที่สุดในเมื่อในเยเมน และฮิญาซยังมีผู้คนที่ไม่มีความหวังว่าจะได้รับขนมปังสักชิ้น และมีผู้ที่ไม่เคยได้รับการสนองตอบความหิวโหยของเขาอย่างเต็มที่เลย เป็นไปไม่ได้สำหรับข้าฯที่จะให้ความสำราญแก่ตัวเอง เมื่อรอบๆตัวข้าฯ ยังมีผู้คนที่มีความกังวลใจและทรมานจากความหิวและกระหายอยู่ …… ข้าฯจะพึงพอใจเพียงประชาชนเรียกข้าฯ ว่า อะมีรุลมุอฺมินีน กระนั้นหรือ ข้าจะไม่เห็นอกเห็นใจมุสลิมผู้ศรัทธาในเหตุการณ์เลวร้ายของพวกเขาหรือ ข้าฯจะไม่เป็นหุ่นส่วนของพวกเขาในเคราะห์กรรมของพวกเขาหรือ ข้าฯจะไม่สร้างตัวอย่างความอดทน ความกล้าหาญและคุณธรรมในการอดทนต่อความขาดแคลนหรือ? ข้าฯ ถูกสร้างมาเพียงเพื่อคิดถึงอาหารของตัวเองเท่านั้นหรือ ข้าฯเป็นเหมือนสัตว์เดรัจฉานซึ่งถูกล่ามไว้ที่หลักและคิดถึงแต่หญ้าฟางที่เป็นอาหารเท่านั้นหรือ?…..

(นะห์ญุลบะลาเฆาะห์ จดหมายฉบับที่45 )

ประธานคณะกรรมผู้สอบวิทยานิพนธ์ กล่าวย้ำ: นักศึกษาชาวซาอุดิอาระเบียคนนี้ได้ตีความผิดและบิดเบือน การตีความเช่นนี้ได้รับความนิยมในยุคสมัยของมุอาวียะห์ บุตรของ อบูซุฟยาน ซึ่งเป็นศัตรูกับอะห์ลุลบัยต์ (วงศ์วาน)ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โดยเฉพาะกับอิมามอาลี (อ) ผู้เป็นคอลีฟะห์และตัวแทนของท่านศาสดา(ศ็อล) ที่พวกเขาเป็นศัตรูและอคติอย่างมาก นอกจากนั้นมีริวายะห์มากมายที่กล่าวว่า มุอาวียะห์ร่วมมือกับคอวาริจญ์ เพื่อสังหาร อิมามอาลี บิน อบิตอลิบ ตัวแทนของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และมุอาวียะห์ก็เป็นหนึ่งในบุคคล ที่บังคับอับดุลเราะห์มาน อิบนุมุลญัม ให้ก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายต่ออิมามอาลี(อ)

ศาสตรจารย์ อัล-ดัมนาฮูรี คณะกรรมอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า : มหาลัยอัล-อัซฮัร ได้สอนเราว่าอิมามอาลี (อ) มีร่างกายที่แข็งแรงและกำยำ และหน้าท้องผอมบาง เนื่องจากความสันโดษของท่าน

ศาสตราจารย์คาลิด อัล-ดัมนาฮูรี กล่าวกับนักศึกษาชาวซาอุดีอาระเบียว่า : “ไม่เป็นที่อนุญาตให้คุณเอ่ยชื่อคอลีฟะห์ก่อนหน้าอิมามอาลีด้วยคำว่า “کرم الله وجهه”

; เพราะอิหม่ามอาลี (อ.) เป็นคอลีฟะห์เพียงคนเดียวที่พระเจ้าให้เกียรติสูงสุด เนื่องจากอิมาม (อ.) ไม่เคยกราบไหว้บูชารูปปั่นมาก่อน และมีความแตกต่างจากคอลีฟะห์ก่อนหน้าท่านอย่างสิ้นเชิง โดยที่ท่านอิมามไม่เคยเป็นผู้ตั้งภาคีมาก่อน

เขากล่าวเสริมว่า : คำพูดของคุณที่กล่าวว่าอิมามอาลี (อ) ที่ว่า “อ้วนและเตี้ย” นั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคุณลักษณะนี้มันขัดแย้งกับคุณลักษณะของอิมามอาลี (อ.) ที่เป็นวีรบุรุษและนักรบในสมรภูมิ และความกล้าหาญของท่านโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับคอลีฟะห์ท่านอื่น ๆ และท่านอิมามได้ต่อสู้กับนักรบแห่งอาหรับเช่น “มัรฮับ” และ “อัมร์ อิบนุ อับดุด” และอีกด้านหนึ่ง เหตุผลทางสติปัญญาไม่อาจยอมรับได้ว่าท่านเป็นคนเตี้ย

อัล-ดัมนาฮูรี กล่าวอีกว่า: นิกายต่างๆ ของชาวมุสลิมได้รายงานว่าอิมามอาลี (อ) ได้ฟั่น “มัรฮับ” แยกออกเป็นสองส่วน และเป็นที่ทราบกันดีว่า “มัรฮับ” นั้นตัวสูงใหญ่ ดังนั้นหากอิมามอาลี (อ.) มีรูปร่างเตี้ยแล้ว จะสามารถฟั่นเขาแยกออกเป็นสองส่วนได้อย่างไร? ในขณะที่ “มัรฮับ” จะมีความสูงกว่าสองเมตรและมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เช่นเดียวกันกับอัมร์ อิบนุ อับดุด

เขากล่าวเสริมว่า: คุณบอกว่าอิมามอาลี (อ) เป็นคนอ้วน ขณะที่สำนักคิดต่าง ๆ ของชาวมุสลิมรวมถึง อัซฮัร ได้สอนเราว่าอิมามอาลี (อ) มีร่างกายที่แข็งแรง กำยำและมือใหญ่ และหน้าท้องของเขาผอมบางเนื่องจากความสันโดษ และเมื่อท่านขี่ม้า เท้าทั้งสองของท่านลากอยู่บนพื้น(เนื่องจากความสูงใหญ่)

ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ชี้ให้เห็นว่า ชาวมุสลิมทุกคนมีฉันทามติว่าอิมามอาลี (อ) เป็นนักขี่ม้าและผู้กล้าหาญในสงคราม และในสงครามท่านจะออกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งประหนึ่งผึ้ง แล้วเหตุใดถึงได้กล่าวร้ายและลบหลู่บุคคลที่มีคุณลักษณะเฉพาะและความกล้าหาญที่โดดเด่นเช่นนี้ด้วย

นศ.ซาอุดิอาระเบียไม่พอใจคำพูดของอาจารย์มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดอย่างมาก

หลังจากคำพูดเหล่านี้ นักศึกษาชาวซาอุดิอาระเบียก็พูดกับศาสตราจารย์ตอริก ข่าน และศาสตราจารย์อัล-ดัมนาฮูรีว่า “คำพูดของพวกคุณ มันส่อใกล้กับการกุฟร์(การปฏิเสธ)มากกว่าหลักคำสอนของอิสลาม”

คำพูดนี้ทำให้ประธานและคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ปฏิเสธวิทยานิพนธ์ของเขา หลังจากนั้นนักศึกษาชาวซาอุดิอาระเบียก็เกิดบันดาลโทสะและตะโกนด่าทอทุกคน…..