25 เรื่องที่เห็นตรงกันระหว่างชีอะห์และซุนนี่ห์ เกี่ยวกับท่านหญิงฟาติมะห์ อ. ที่มุสลิมทุกคนต้องรับรู้ [ตอนที่ 1]

4

25 เรื่องที่เห็นตรงกันระหว่างชีอะห์และซุนนี่ห์ เกี่ยวกับท่านหญิงฟาติมะห์ อ. ที่มุสลิมทุกคนต้องรับรู้ [ตอนที่ 1]

[บทความโดยเอกภาพ ชัยศิริ]

วะฮาบีสายสุดโต่งพยามที่จะโฆษณาชวนเชื่อว่า เรื่องราวต่างๆที่กล่าวถึงท่านหญิงฟาติมะห์ อ. คือนิยายที่ชีอะห์ปรุงเเต่งขึ้นมาเอง ในขณะที่เรื่องราวเหล่านี้ เป็นมติเอกฉันท์ที่ถูกบันทึกไว้ในตำราทั้งสองฝั่ง มีทั้งในตำราชีอะห์ และตำราชั้นนำของซุนนี่ห์ ที่กล่าวถึงสถานภาพที่สูงส่งของท่านหญิงฟาติมะห์ในด้านต่าง ๆ อย่างในบทความนี้จะขอหยิบยก 25 เรื่องที่กล่าวถึงท่านหญิงในตำราชั้นนำของทั้งสองฝ่าย

[1]- อายะตุล ตัฎฮีร[อัลอะฮ์ซาบ|33]

กล่าวได้ว่า เกือบจะเป็นมติเอกฉันท์ในหมู่ปราชญ์ชาวซุนนะห์ก็ว่าได้ ที่ระบุว่า อายะนี้ถูกประทานให้กับท่านอิมามอะลี อ. ,ท่านหญิงฟาติมะห์ , ท่านอิมามฮะซัน อ. และอิมามฮุเซน อ.

อิบนิ ฮะยัร มักกีอ์ เขียนไว้ว่า

«اکثر المفسّرین علی أنّها نزلت فی علیّ و فاطمه و الحسن و الحسین»

ส่วนมากจากนัก มุฮ์ฟัรซิรีน[นักอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน] เชื่อว่า อายะนี้ถูกประทานลงมาให้กับ อะลี , ฟาติมะห์ ,ฮะซัน และฮุเซน[หนังสืออัล-ศ่อวาอิก หน้า 172]

 

[2]- อายะมุบาฮะละฮ์[อาลีอิมรอน|61]

ทั้งหมดจากนัก มุฟัรซิรีน ชาวซุนนี่ห์เชื่อว่า «نسائنا» ในอายะนี้ หมายถึงท่านหญิงฟาติมะห์ อัซซะรอ อ.

 

[3]- อายะ ซิลกุรบาฮ์[อัลอิสรอ|26]

เมื่ออายะนี้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. ได้เรียกท่านหญิงฟาติมะห์มา และมอบสวน ฟะดัก ให้แก่นาง

ท่านซิยูตี้ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัตดุรุลมันซูร เล่ม 5 หน้า 238 ว่า

«لمّا نزلت هذه الآیه دعا رسولُ الله فاطمة فَأعطاها فدک».

เมื่ออายะนี้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. ได้เรียกท่านหญิงฟาติมะห์มา และมอบสวน ฟะดัก ให้แก่นาง

 

[4]- คอลิฟะฮ์ท่านเเรกไม่ได้คืนสวนฟะดักให้กับท่านหญิงฟาติมะห์

อิหม่ามบุคอรี ได้กล่าวถึงเรื่องฟะดักไว้ว่า

«فأبی أبوبکر أن یدفع إلی فاطمة منها شیئاً»

อบูบักร ปฎิเสธที่จะคืนสิ่งใด ๆทั้งสิ้นให้กับฟาติมะห์ จากสวนฟะดัก[ศ่อฮิห์บุคอรี เล่ม 5 หน้า 82]

 

[5]- ความกริ้วโกรธของท่านหญิงฟาติมะห์ต่อคอลิฟะฮ์แรก รุนแรงจนนางไม่ยอมพูดกับเขาตราบจนนางเสียชีวิต

อิหม่ามบุคอรีอ์ หลังการกล่าวถึงเรื่องราวสวนฟะดัก และการยึดสวนฟะดักไปจากการครอบครองของท่านหญิงฟะติมะห์ ได้ใช้คำว่า «فهَجرتْه» นั่นหมายถึง ท่านหญิงฟาติมะห์ได้แสดงความไม่พอใจ และความกริ้วโกรธของนางต่อ อบูบักร ด้วยกับการเบือนหน้าหนี และหันหลังให้ [ศ่อฮิห์บุคอรี เล่ม 5 หน้า 82]

 

[6]- ท่านหญิงฟาติมะห์ไม่ยอมพูดคุยกับ อบูบักร เลย เพื่อแสดงออกถึงการไม่พอใจที่นางมีต่อ อบูบักร

บุคอรีอ์ ได้บันทึกไว้ในฮะดิษบทข้างต้นว่า

«فَلَم تکلّمه حتّی توفّیت»

ดังนั้นนาง[ท่านหญิงฟาติมะห์]ไม่ยอมพูดคุยกับเขา[อบูบักร]ตราบจนวาระที่นางเสียชีวิต[ศ่อฮิห์บุคอรี เล่ม 5 หน้า 82]

 

[7]- ท่านหญิงฟาติมะห์ถูกฝังในยามราตรี

บุคอรีอ์ บันทึกไว่าว่า «دفن‌ها زوج‌ها لیلاً» อิมามอะลี อ. ผู้เป็นสามี ได้ฝังนางในตอนกลางคืน [ศ่อฮิห์บุคอรี เล่ม 5 หน้า 82]

ปรัชญาและเหตุผล ว่า ทำไมต้องฝังร่างของนางในตอนกลางคืน สำหรับผู้ที่มีวิจารณญาณทั้งหลายย่อมเข้าใจได้อย่างเเจ่มแจ้ง

 

[8]- การปิดข่าวการเสียชีวิต ,พิธีศพ และพิธิฝังของท่านหญิงฟาติมะห์ต่อ อบูบักร และอุมัร

อิหม่ามบุคอรีอ์ บันทึกไว้ในศ่อฮิห์บุคอรีอ์ เล่ม 5 หน้า 82 ว่า : «و لَم یُؤذن بها ابابکر» ท่านอิมามอะลี อ. ไม่อนุญาติให้ท่านอบูบักร และท่านอุมัร เข้าร่วมในพิธีศพของท่านหญิงฟาติมะห์ ด้วยกับการปกปิดข่าว

และ แน่นอนว่า การปกปิดข่าว และการไม่ให้เข้าร่วมพิธีศพ เป็นการส่งสัญญาณบางอย่างให้ผู้คนได้รับรู้

 

[9]- ท่านอิมามอะลี อ. เป็นผู้นมาซมัยยิตให้กับท่านหญิงฟาติมะห์ อ.

สถานีโทรทัศย์วะฮ์ฮาบี พยามยามที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยการนำเสนอข่าวเท็จว่า ท่านอบูบักร คือผู้ที่นมาซมัยยิตให้กับท่านหญิงฟาติมะห์ อ.

ในขณะที่ศ่อฮิห์บุคอรีอ์ บันทึกไว้ว่า «و صلّی علیها» อะลี คือผู้ที่นมาซมัยยิตให้กับท่านหญิงฟาติมะห์ อ. ไม่ใช่บุคคลอื่น

 

[10]- เหตุผลที่ท่านอิมามอะลี อ. ต้องฝังร่างท่านหญิงฟาติมะห์ในตอนกลางคืน

บางเล่มจากตำราของชาวซุนนี่ห์ได้ทำการเซ็นเซอร์สาเหตุที่ท่านอิมามอะลี อ. ต้องฝังร่างท่านหญิงในตอนกลางคืน แต่บางตำราของพวกเขา ก็ได้เปิดเผยมัน เช่น กัรทูบีอ์ ใน ชะเราะห์ บุคอรีอ์ เล่ม 3 หน้า 335 พิมพ์กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอารเบีย ว่า :

«و دفن علی بن أبیطالب زوجتَه فاطمة لیلاً فرّ بها مِن أبی بکر أن یصلّی علیها»

อะลี บิน อบีฎอลิบ ได้ฝังร่างภรรยา คือ หาติมะห์ ในตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ อบูบักร ได้เข้าร่วมพิธีนมาซมัยยิตให้กับนาง

 

[11]- ท่านอิมามอะลี อ. เป็นผู้อาบน้ำฆุซุลมัยยิต ให้กับท่านหญิงฟาติมะห์

ท่าน อิบนุ อับดิล บีรร์ มาลิกีฮ์ เขียนไว้ว่า :

«و غسّلها زوجُها علی بن أبیطالب» (الإستیعاب، ج ۴، ص ۱۸۹۸)

 

[12]- ความกริ้วโกรธของอัลลอฮ์ ขึ้นอยู่กับความกริ้วโกรธของท่านหญิงฟาติมะห์

ท่านฮากิม นัยชะบูรีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือมุสตักร้อก [เล่ม 3 หน้า 118 ฮะดิษเลขที่ 4773] ว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ. กล่าวไว้ว่า :

«إنّ الله یغضب لغضبک و یرضی لرضاک»

แน่นอนยิ่ง อัลลอฮ์จะกริ้วโกรธต่อคนที่นาง[ฟาติมะห์]กริ้วโกรธ และจะทรงพอประทัยต่อบุคคลที่นางพอใจ

โปรดติดตามตอนที่2