เหตุใดท่านศาสดาจึงตั้งชื่อบุตรสาวว่า“ฟาฏิมะฮ์”?

13

เหตุใดท่านศาสดาจึงตั้งชื่อบุตรสาวว่า“ฟาฏิมะฮ์”?

เราสามารถชี้แจงคำถามออกเป็นสองประเด็น:

  1. ชื่อของผู้คน ไม่ว่าจะคนทั่วไปหรือแม้กระทั่งลูกหลานศาสดา จำเป็นต้องมีนัยยะพิเศษและต้องแฝงไว้ซึ่งบุคลิกภาพของคนๆนั้นเสมอไปหรือไม่?
  2. เหตุใดท่านศาสดาจึงตั้งชื่อบุตรสาวว่า“ฟาฏิมะฮ์”? ชื่อนี้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงใดหรือไม่?

สำหรับประเด็นแรก มีรายงานจากบรรดาอิมามของเราว่าการตั้งชื่อที่ดีและเหมาะสมแก่บุตรนั้น นับเป็นการประพฤติดีอันดับแรกของผู้ปกครอง เป็นธรรมดาที่ผู้ปกครองจะตั้งชื่อลูกตามใจชอบ แม้ว่าอิสลามจะมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่ามิใช่ข้อบังคับทางศาสนาที่จะต้องกระทำตามอย่างเคร่งครัด

อิสลามอนุญาตให้ตั้งชื่อบุตรได้ตามต้องการ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ตั้งชื่อที่ส่อไปในทางตั้งภาคี(ชิริก)หรือขัดแย้งกับศีลธรรมจรรยา ด้วยเหตุนี้หลังเสร็จสิ้นภารกิจเผยแผ่อิสลาม ท่านนบีจึงมิได้สั่งให้บรรดาสาวกเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับอิสลามและหลักศรัทธา เราจึงสามารถพบเห็นชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาศาสนาในหมู่อัครสาวกของท่านนบี อาทิเช่น อัมมาร, มุศอับ, มิกด้าด ฯลฯ

อย่างไรก็ดี มีบางรายงานระบุว่าท่านนบีเคยเปลี่ยนชื่อสาวกในกรณีที่มีความหมายหมิ่นเหม่ต่อการตั้งภาคี หรือมีความหมายอันไม่พึงประสงค์

แม้ว่าผู้ปกครองสามารถตั้งชื่อบุตรหลานตามใจชอบ แต่จะเหมาะสมกว่าหากเราจะตั้งชื่อที่เหมาะสม เพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำของบรรดาอิมาม

อิมามบากิร(อ)กล่าวว่า: “นามที่สัจจริงที่สุดคือนามที่สื่อความหมายถึงการเป็นบ่าวของพระองค์ และในจำนวนนี้ นามของบรรดานบีประเสริฐที่สุด”

เนื้อหาที่นำเสนอข้างต้นคือข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการตั้งชื่อ อย่างไรก็ตาม ดังที่ผู้ถามก็พอจะทราบมาบ้างว่า ชื่อบางชื่ออย่างเช่น“ฟาฏิมะฮ์”ย่อมแตกต่างจากชื่ออื่นๆ เนื่องจากเป็นชื่อที่อัลลอฮ์ทรงเลือกและดลใจให้ท่านศาสดาตั้งชื่อนี้แก่บุตรีของท่าน ชื่อนี้จึงสะท้อนถึงบุคลิกภาพของเธอโดยเฉพาะ แต่ก็หาได้หมายความว่าชื่อนี้ผูกขาดเฉพาะบุตรีศาสดาไม่ เนื่องจากผู้อื่นก็สามารถตั้งชื่อนี้ได้เช่นกัน

ชื่อ“ฟาฏิมะฮ์”มีรากศัพท์จากคำว่า“ฟัฏมุน”อันหมายถึงการแยกออกจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ต่อคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดท่านนบีจึงตั้งชื่อนี้แก่บุตรีของท่าน?

มีฮะดีษหลายบทที่อธิบายเหตุผลดังกล่าว ซึ่งแต่ละบทก็อธิบายแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่พบความขัดแย้งใดๆในแง่เนื้อหา โดยแต่ละบทเสริมให้บทอื่นๆสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อาทิเช่นฮะดีษต่อไปนี้:

ยูนุส บิน ซ็อบยาน รายงานว่า อิมามศอดิก(อ)ถามฉันว่า: ท่านสามารถตีความคำว่า“ฟาฏิมะฮ์”ได้หรือไม่? ฉันตอบว่าโอ้นายท่าน ขอท่านอธิบายมาเถิด ท่านกล่าวว่า: ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ถูกจำแนกออกจากความด่างพร้อยทั้งปวง(فطمت من الشر) และมาตรว่าท่านอิมามอลี(อ)มิได้สมรสกับนาง จะไม่มีชายใดนับตั้งแต่การสร้างมนุษย์จนถึงปัจจุบันคู่ควรกับนางอีกเลย

อิมามริฎอ(อ)รายงานจากท่านนบีผ่านทางบรรพบุรุษของท่านว่า ท่านนบีเคยกล่าวว่า: “ฉันตั้งชื่อบุตรสาวของฉันว่าฟาฏิมะฮ์ เพราะอัลลอฮ์จะทรงคัดแยกเธอและกัลญาณมิตรของเธอให้พ้นจากไฟนรก”

อิมามบากิร(อ)เล่าจากบรรพบุรุษว่า: “เมื่อครั้งที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(อ)ถือกำเนิด อัลลอฮ์ได้มอบหมายให้มะลาอิกะฮ์ดลใจท่านนบีให้เอ่ยนามนี้เพื่อให้เป็นชื่อของเธอ แล้วพระองค์ก็ตรัสถึงเธอว่า“ข้าได้ฟูมฟักเจ้าด้วยวิทยปัญญา และคัดแยกเจ้าออกจากความด่างพร้อยทั้งปวง…

ท้ายนี้ขอย้ำอีกครั้งว่าบุตรีของท่านศาสดา(ซ.ล.)สมควรแล้วที่จะได้รับชื่อที่เหมาะสม เนื่องจากมีฮะดีษยืนยันทั้งในสายชีอะฮ์และซุนนะฮ์ว่า “เธอเปรียบดั่งเรือนร่างของศาสดา และหากผู้ใดรังแกเธอก็เสมือนว่ารังแกท่านนบีโดยตรง” ชื่อของเธอจึงเป็นสื่อสะท้อนถึงบุคลิกภาพอันสูงส่งให้เป็นที่ประจักษ์แก่มวลมนุษย์ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ เราจึงเชื่อว่าอัลลอฮ์ทรงเลือกสรรชื่อที่เหมาะสมกับเธอเป็นที่สุด