การรู้จักพระเจ้า(ตอนที่๙)

3

การรู้จักพระเจ้า(ตอนที่๙)

ทุกคุณลักษณะซึ่งบ่งบอกว่าพระเจ้าทรงมีตำหนิและข้อบกพร่องนั้น เรียกว่าคุณลักษณะเชิงนิเสธ องค์ของพระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่องหรือตำหนิใดทั้งสิ้น คุณลักษณะใดที่เป็นข้อบกพร่องสำหรับพระเจ้า จำเป็นต้องถูกปฏิเสธทั้งสิ้น

คุณลักษณะเชิงนิเสธบางประการ

(6) องค์ของพระเจ้าไม่มีวันเสื่อม : การเปลี่ยนแปลงและการพลิกผันใดไม่อาจเกิดขึ้นกับองค์ของพระองค์ได้ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันป่วย ไม่มีวันหลงลืม ไม่มีวันหลับ ไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำ ไป เพราะลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะของวัตถุเมื่อพระองค์ไม่ใช่วัตถุและไม่มีเรือนร่างดังที่อธิบายมาก่อนหน้านี้ก็ไม่มีทางที่ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับพระองค์ไปได้

(7) พระเจ้าไม่มีภาคี : หลักฐานในประเด็นนี้จะกล่าวอีกครั้งในบทที่ว่าด้วยเรื่อง “เตาฮีด” (เอกานุภาพ)

(8) พระเจ้าไม่มีสถานพำนัก : ไม่ทรงดำรงอยู่ในสถานที่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าหรือแผ่นดิน เพราะพระองค์ไม่มีเรือนร่างที่ต้องอาศัยสถานพำนักใด พระเจ้าทรงสร้างสถานที่ พระองค์จึงมีความเหนือกว่าและสูงส่งกว่าสถานที่เหล่านั้นและไม่มีความต้องการสิ่งนั้นเลย เพราะพระองค์ทรงครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่มีกาลเวลาและสถานที่ใดที่จะล้อมกรอบพระองค์ได้ พระองค์ดำรงอยู่ในทุกที่และครอบคลุมเหนือทุกสิ่ง แต่มิใช่หมายความว่าพระองค์ทรงมีเรือนร่างอันมหึมาที่ระหว่างหูข้างหนึ่งถึงหูอีกข้างหนึ่งก็ครอบโลกทั้งใบได้ แต่พระองค์คือองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ ไร้ซึ่งขอบเขตใด ไม่สัมพันธ์กับสถานที่ ครอบคลุมเหนือทุกสิ่งและไม่แยกออกจากสิ่งนั้น ไม่อาจถูกกล่าวถึงพระองค์ในลักษณะที่ว่า “อยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนี้” ได้ ทว่าเมื่อเวลาที่เราวิงวอนขอดุอาอ์ แล้วยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้านั้น มิใช่หมายความว่านั่นคือทิศที่พระเจ้าทรงอยู่ในท้องฟ้า แต่นั่นเป็นเพียงสื่อที่เราต้องการแสดงออกถึงความต่ำต้อยและไร้ความสามารถของเรา และมันได้สาธยายให้เห็นรูปลักษณ์ของผู้วอนขอที่มีความกระวนกระวายใจ

หากเราเรียกมัสญิดและอัลกะอ์บะฮ์ว่า “บ้านของพระเจ้า” นั่นก็หมายความ เราได้ทำการเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ต่อพระองค์ในสถานที่นั้นและพระองค์ก็ได้ทรงเทอดเกียรติสถานที่นั้นว่าเป็นบ้านของพระองค์นั่นเอง

(9) พระเจ้าไม่ทรงมีความต้องการใด : พระองค์ไม่ทรงต้องการสิ่งใดหรือบุคคลใด เพราะองค์ของพระองค์นั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีข้อบกพร่องที่ต้องการพึงพิงสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่น หากพระองค์ทรงมีความต้องการสิ่งใด นั่นก็หมายความว่า พระองค์ต้องเป็นองค์ที่มีขอบเขต มีข้อจำกัด และมีข้อบกพร่องเป็นแน่ ฉะนั้น พระองค์ก็จะไม่ใช่ “วาญิบุ้ลวุญูด” หากพระองค์ทรงบัญชาเรื่องภาระหน้าที่แก่เรา นั่นก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงต้องการการนมาซ การถือศีลอด หรือรูปแบบการเคารพภักดีอื่นๆ เพียงแต่เราต้องการเสริมพลังแห่งจิตวิญญาณของเราให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอาศัยการเคารพภักดีนั้น ๆ และการปฏิบัติคุณงามความดีอื่น เพื่อเราจะได้ทำตัวเราให้เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตอันงดงามในโลกหน้าและใช้ประโยชน์แห่งความโปรดปรานอันถาวรของพระองค์ในสวรรค์นั่นเอง หากพระองค์ทรงต้องการให้เราจ่ายซะกาต (ทานบังคับ)เศาะดะเกาะฮ์ (ทานอาสา) หรือคุมส์ (ภาษีศาสนา) นั้น ก็เพื่อให้เราได้รู้สึกทำดีต่อมนุษย์ด้วยกันและก้าวหน้าในวิถีแห่งกุศลกรรมนั้นๆ มิใช่หมายถึง พระองค์ทรงต้องการความช่วยเหลือ ทางวัตถุแต่เป็นเพราะการจ่าย “คุมส์” “ซะกาต” หรือ “เศาะดะเกาะฮ์”และการช่วยเหลือในทางที่เป็นกุศลนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารจัดการสังคมของเราและเป็นการพัฒนาสภาพทั่วไปของประชาชาติ มีคำสอนมากมายที่พูดเรื่องการที่พระองค์ทรงกำหนดให้มีการจ่ายทรัพย์สินบางประการ เรื่องการจ่ายทานอาสา และก่อตั้งองค์กรการกุศลอื่น ๆยิ่งไปกว่านั้น การใช้จ่ายทรัพย์สินไปในวิถีทางแห่งพระเจ้า การช่วยเหลือและทำดีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก การก่อตั้งองค์กรสาธรณะกุศลต่างๆ นั้นในตัวของมันแล้วถือเป็น “อิบาดะฮ์” (การเคารพภักดี) ที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญสำหรับการเสริมสร้างความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณและถึงพร้อมซึ่งมรรคผลแห่งโลกหน้านั่นเอง

(10) พระเจ้าไม่ทรงอธรรมหรือกดขี่ : หลักฐานและเหตุผลใน เรื่องนี้จะกล่าวในบทที่ว่าด้วยเรื่อง “อัดล์” (ความยุติธรรม)