วิเคราะห์สภาพสังคมทางการเมืองของกูฟะฮ์และเหตุผลหนุนนำสู่การเกิดโศกนาฏกรรมอาชูรอ ตอนที่4

"ในค่ำคืนแห่งมิอรอจ ฉันเดินทางขึ้นสู่ฟากฟ้า ได้พบบรรดาบุรุษที่กำลังใช้กรรไกรเฉือนปากและลิ้นของตนเอง ฉันถามญิบรออีลว่า “พวกเขาคือใครกัน?

434

วิเคราะห์สภาพสังคมทางการเมืองของกูฟะฮ์และเหตุผลหนุนนำสู่การเกิดโศกนาฏกรรมอาชูรอ  ตอนที่4  

โดย เชค ดร. นัศรุลเลาะห์ เซคอวะตี  ตัวแทนอัลมุศตอฟาประจำประเทศไทย 

اعوذ بالله من الشیطان الرجیم. بسم الله الرحمن الرحیم. قال الله الحکیم: … انّ الله لایغیّر ما بقوم حتّی یغیّروا ما بانفسهم…

การวิเคราะห์สภาพสังคมทางการเมืองของกูฟะฮ์และเหตุผลหนุนนำสู่การเกิดโศกนาฏกรรมอาชูรอ ได้อธิบายไปแล้วถึงคำกล่าวของท่านอิมามสัจญาด(อ)ที่ได้แบ่งประชาชนของสังคมหนึ่งออกเป็น 6 ชนชั้น คือ สิงโต หมาป่า สุนัขจิ้งจอก สุนัข สุกรและแกะ

กลุ่มที่สาม สุนัขจิ้งจอก

وَ امَّا الثَّعْلَبُ فَهؤلاءِ الَّذینَ یاْکلُونَ بِادْیانِهِمْ وَ لایکونُ فی قُلُوبِهِمْ مایصِفُونَ بِالْسِنَتِهِمْ.

สุนัขจิ้งจอกถูกยกให้เป็นสุภาษิตในเรื่องของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย เป็นสัตว์ที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ความเล่ห์เหลี่ยมของมันกับสิงโตนั้นเหมือนกันในสายตาของทั้งชาวอาหรับและไม่ใช่ชาวอาหรับ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สุนัขจิ้งจอกถือว่าหมาป่าเป็นศัตรู มันเข้าไปหาสิงโตและพูดว่า “แกะที่เจ้าเก็บไว้ให้ตัวเองนั้นเจ้าหมาป่ามันขย้ำไปเรียบร้อยแล้ว” สิงโตจึงถามว่า “ใครจะเป็นพยานให้เจ้าในเรื่องนี้ได้?” มันกระดิกหางและพูดว่า “หางของฉันอย่างไรเล่าที่จะเป็นพยานยืนยันคำพูดของฉันเอง” และนี่คือสาเหตุที่ทำให้สิงโตฆ่าหมาป่า และทำให้สุนัขจิ้งจอกปลอดภัยจากภัยที่จะเกิดจากหมาป่า

นิทานเรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นแต่บอกเล่าเรื่องราวความเจ้าเล่ห์เพทุบายของสัตว์ชนิดนี้

ผู้รู้ที่ปราศจากการปฏิบัติเข้าข่ายเดียวกับสุนัขจิ้งจอก เขาจะพูดและพูดได้อย่างสวยงาม ถ้อยคำถูกเรียงร้อยอย่างเป็นระเบียบ ประโยคหน้าและหลังเปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์แต่เขากลับไม่ได้กลิ่นไอในคำพูดทั้งหมดของเขาเลย(ไม่ได้นำไปปฏิบัติ)

เขาเพียงแต่ต้องการประโยชน์จากสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ที่สิ่งที่เขาทำ ต้องการหารายได้และความภูมิใจและนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดโน้มน้าวให้เขาใช้วาทศิลป์ของตนเอง อัลกุรอานได้เปรียบเทียบผู้รู้ที่ปราศจากการปฏิบัติว่าเป็นลา บางครั้งเปรียบเป็นสุนัข และริวายัตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาดังกล่าวได้เปรียบเทียบสุนัขจิ้งจอกว่ามีโฉมหน้าแห่งความเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นกัน

ตอนนี้เราจะขอกล่าวริวายัตที่เกี่ยวข้องกับการลงทัณฑ์มนุษย์กลุ่มนี้ในวันกิยามัต

قال رسول الله صلی الله علیه و آله: اشَدُّ النَّاسِ عَذاباً یوْمَ القِیمَةِ، عالِمٌ لم ینْفَعْهُ عِلْمَهُ

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์(ศ็อลฯ) กล่าวว่า “การลงทัณฑ์มนุษย์ที่รุนแรงที่สุดในวันกิยามัต คือ การลงทัณฑ์ผู้รู้ที่เขาไม่ได้รับประโยชน์จากความรู้ของเขา”

ท่านยังกล่าวอีกว่า

اتَیتُ عَلی سَماءِ الدُّنْیا لَیلَةَ اسْری بی فَاذا فیها رِجالٌ تُقْطَعُ الْسِنَتُهُمْ وَ شِفاهُهُمْ بِمَقاریضَ مِنْ نارٍ، فَقُلْتُ یا جَبْرائیلُ مَنْ هؤُلاءِ؟ قال: خُطَباءُ، امَّتِک

“ในค่ำคืนแห่งมิอรอจ ฉันเดินทางขึ้นสู่ฟากฟ้า ได้พบบรรดาบุรุษที่กำลังใช้กรรไกรเฉือนปากและลิ้นของตนเอง ฉันถามญิบรออีลว่า “พวกเขาคือใครกัน?” ญิบรออีลตอบว่า “พวกเขาคือนักพูดและนักปราศรัยแห่งประชาชาติของท่าน”

ในการจำแนกประเภทชนชั้นของสังคมโดยท่านอิมามสัจญาด(อ)ต้องสังเกตว่ายิ่งไล่จากชั้นบนลงมาชั้นล่างมากเท่าใด เราจะพบจำนวนที่มีมากขึ้นของชนชั้นนั้นในสังคม เหล่าสิงโตนั้นยังมีปริมาณจำกัดในเชิงรูปธรรมแต่หมาป่าเมื่อเทียบกับสิงโตแล้วมีจำนวนที่มากกว่า สุนัขจิ้งจอกมีจำนวนมากกว่าหมาป่า และเป็นเช่นนี้ที่สุนัข สุกรและแกะมีจำนวนเยอะกว่ามาก

คุณลักษณะของสุนัขจิ้งจอกตามการเปรียบเทียบของอิมามอะลี(อ) คือ พวกเขาแสวงหาผลประโยชน์กับศาสนา(หากินกับศาสนา) การแสวงหาผลประโยชน์กับศาสนา(หากินกับศาสนา)เป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างมาก หลักการของความเป็นมนุษย์ คือ เราต้องไขว่คว้าอาคิรัตด้วยดุนยาไม่ใช่ไขว่คว้าดุนยาด้วยอาคิรัตและขายอาคิรัตให้กับดุนยา แต่สุนัขจิ้งจอกแทนที่จะไขว่คว้าอาคิรัตด้วยดุนยาพวกเขากับไขว่คว้าดุนยาด้วยอาคิรัต พวกเขาจะก้มหัวให้กับดุนยา แสร้งทำเป็นนอบน้อมถ่อมตนและดูสง่าผ่าเผยอีกทั้งแสดงภาพลักษณ์ว่าตนนั้นขาวสะอาดเพื่อที่จะใช้ศาสนาเป็นของเล่นในการทำบาป เป็นไปได้ที่จะกล่าวว่ากลุ่มดังกล่าวที่ท่านอิมามสัจญาด(อ)แบ่งไว้คือประเภทหนึ่งของความหน้าไหว้หลังหลอก เป็นความหน้าไหว้หลังหลอกที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะมันจะทำให้สังคมถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ

ดังนั้น ตามการเปรียบเทียบของท่านอิมามสัจญาด(อ) การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ก็จะอยู่เพียงแค่ลมปากแต่ไม่ได้ซึมซับไปในหัวใจของพวกเขา และประเด็นดังกล่าวโดยธรรมชาติแล้วย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้สิ่งที่หัวใจของพวกเขายอมรับ คือ สิ่งที่นอกเหนือจากที่พวกเขาพูดออกมาและการกระทำที่จอมปลอมพวกเขาอยู่ตรงข้ามกับความศรัทธาที่แท้จริง

พฤติการณ์เช่นนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับศาสนาอีกทั้งทำให้ผู้คนในสังคมมองศาสนาในด้านลบ

ตัวอย่างในหน้าประวัติศาสตร์ของแนวทางสองรูปแบบในการนับถือศาสนาเกิดขึ้นในยุโรปช่วงกลางศตวรรษ

พฤติกรรมของพระสันตะปาปาและบาทหลวงของคริสเตียนในโบสถ์และการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือเพื่อการแสวงหาประโยชน์จากประชาชนให้กับตนเองและตอบสนองตัณหาของพระสันตะปาปามีระยะเวลาที่ยาวนานจนทำให้ผู้คนในสังคมถอยห่าง ละทิ้งและต่อต้านศาสนา จนทำให้เกิดการวางรากฐานขบวนการทางวัฒนธรรมและการเมืองขึ้นในหัวใจของชาวยุโรปซี่งในที่สุดได้กำเนิด secularism แนวคิดโลกวิสัย  (แนวคิดการแยกศาสนาออกจากการเมือง)และ liberalism  เสรีนิยม

ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุคต้นอิสลามที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอิสลามเช่นกัน บรรดาผู้รู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่เป็นชาวคัมภีร์ เช่น กะอับ อะห์บารซึ่งเขาเป็นนักปราศรัยและผู้นำทางความคิดในสังคม เขาแสร้งเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาและอาศัยตำแหน่งทางวิชาการของตนเปลี่ยนแปลงแม้แต่รากฐานที่ชัดเจนของศาสนาอิสลามขณะที่อยู่บนแท่นเทศนาและได้หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชังในสังคมและประชาชนต่อบรรดาอิมาม(อ)จนเป็นเหตุให้อิสรออีลียาตและคำสอนที่บิดเบือนของชาวยิวเข้าสู่แหล่งข้อมูลและการตัฟซีรของศาสนาอิสลาม

ปัญหาของการแสร้งว่าเคร่งครัดต่อศาสนาที่ท่านอิมามสัจญาด(อ) เปรียบเทียบว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกนั้นเป็นสาเหตุให้คำพูดและการกระทำของผู้ใช้ศาสนาแสวงหาผลประโยชน์นั้นมีความขัดแย้งกันเองซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธิ์ที่ซ้ำซากของชาติตะวัตตกในการรับมือกับบทบาทที่เข้มข้นของศาสนาในสังคมเพื่อใช้หนทางนี้ครอบงำทิศทางคำพูดของพวกเขาด้วยการใช้สื่อที่ไม่เปิดเผยเพื่อสร้างมุนาฟิกและกลุ่มบุคคลที่โดดเด่นในด้านของแนวคิด ทัศนคติและคำปราศรัยของผู้แสวงหาผลประโยชน์จากศาสนาในสังคมโดยเผยโฉมหน้าในนามของศาสนา

นอกเหนือจากนี้ เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของตะวันตกที่ได้เปิดโปงเพื่อต่อต้านบุคคลประเภทนี้และเปิดเผยพฤติกรรมที่ไร้ศาสนาของบุคคลกลุ่มนี้ทำให้แก่นแท้ของศาสนาและภาพลักษณ์ของผู้นำทางความคิดในสังคมอิสลามไม่เป็นที่น่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

ในบทกลอนของนักกวีที่เลื่องชื่อท่านหนึ่งและเขาใช้ภาษาฟารซีโบราณ

เหมือนฮาฟิสชีรอซีได้บอกว่า

ผู้ตักเตือนทั้งหลายเผยตนบนมิฮ์รอบและมินบัรแต่เมื่อเงียบสงัดต่างมุ่งยังสิ่งอื่น

(หมายถึง ผู้ทีทำหน้าที่คอยชี้แนะ คอยตักเตือนจะระมัดระวังมารยาทของการนมาซในมิฮ์รอบและเมื่อขึ้นไปบนมิมบัรก็จะทำการตักเตือน เขามีความยำเกรงเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นแต่เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขาก็จะทำการงานที่ขัดกับหลักการศาสนา)

บทกลอนในลักษณะนี้ได้อธิบายถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติของผู้ที่ดำรงศาสนาแต่เพียงชื่อ ใช้ศาสนาหาประโยชน์จากตำแหน่ง อำนาจและความร่ำรวย เป็นบุคคลที่ใช้อาภรณ์แห่งศาสนาและพูดในเรื่องศาสนาเพื่อลากสังคมไปสู่ความไร้ศาสนาและความมืดมน

ด้วยการปรากฏตัวของบุคคลดังกล่าวในตำแหน่งหัวหน้าระบบบริหารราชการทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างอีกทั้งทำให้ประชาชนออกห่างจากศาสนาซึ่งรูปธรรมที่ชัดเจนเห็นได้จากบทบาทของโบสถ์ในยุคกลางศตวรรษหรือไม่ก็เห็นได้จากผู้ปกครองที่ต่อต้านอะห์ลุลบัยต์ในหน้าประวัติศาสตร์อิสลามหรือแม้แต่การปรากฎของบุคคลเหล่านี้ตามศูนย์ราชการปัจจุบันในระบอบอันศักดิ์สิทธิ์ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

รำลึกมุศีบัต

การรำลึกมุศีบัตในค่ำที่สี่ของเดือนมุฮัรรอมเกี่ยวข้องกับท่านฮุร ยะซีด ริยาฮีรวมถึงลูกๆของท่านหญิงซัยหนับ

ฮุร คือ ต้นแบบของการเตาบะฮ์และไขว่คว้าหาสัจธรรม ตอนแรกที่เขาพบ

ท่านอิมามฮุเซน(อ)เขายังไม่ได้รับตำแหน่งที่สูงส่งนี้ แต่เพราะการมีมารยาทและถ่อมตัวของเขาต่อหน้าอิมามฮุเซน(อ)จึงทำให้เขากลายเป็นอิสระชน

ด้วยการมีทัศนคติที่ลุ่มลึกทำให้เขานำสัจธรรมมาอยู่เหนือความอธรรมและก้มสุญูดด้วยความสำนึกผิด ฮุรถือเป็นตัวอย่างแห่งการเตาบะฮ์ที่น่าหลงใหลที่สุดคนหนึ่งสำหรับคนบาป เขาคือหนึ่งในแม่ทัพที่โด่งดังของอาหรับ เขามาพร้อมกับกองทหารพันคนเพื่อเผชิญหน้ากับท่านอิมามฮุเซน(อ)และยังเป็นผู้ที่ปิดทางอิมามฮุเซน(อ)

แต่พอถึงวันอาชูรอเมื่ออิมามฮุเซน(อ) ตะโกนว่า

اما مِنْ مُغیثٍ یغیثُنا لِوَجْهِ اللَّهِ تَعالی؟ اما مِنْ ذابٍّ یَذُبُّ عَنْ حَرَمِ رَسُولِ اللَّهِ؛

“มีใครไหมที่จะช่วยเหลือเราและไปรับรางวัลจากอัลลอฮ์(ซ.บ.)?มีใครไหมที่จะขจัดความชั่วร้ายของกลุ่มชนนี้ออกไปจากครอบครัวของรอซูลุลลอฮ์?”

เมื่อฮุรได้ยินเสียงตะโกนของท่านอิมามฮุเซน(อ)หัวใจของเขาก็เกิดความสับสน น้ำตาไหลออกจากดวงตา ในขณะที่ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเขาก็ได้เดินไปใกล้กระโจมของอิมามฮุเซน(อ)อย่างช้า ๆและเขากล่าวกับคนสนิทคนหนึ่งของเขาว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ข้าเห็นตนเองระหว่างสวรรค์และนรกและข้าขอเลือกสวรรค์แม้ว่าพวกเขาจะสับข้าเป็นชิ้นๆและเผาก็ตาม” เมื่อนั้นเองเขาขีม้ามาหาอิมาม(อ)ในสภาพที่มือวางไปบนศีรษะเขากล่าวว่า

«اللَّهُمَّ الَیْکَ انبْتُ فَتُبْ عَلَیَّ فَقَدْ ارْعَبْتُ قُلُوبَ اوْلِیائِکَ وَاوْلادِ بِنْتِ نبِیِّکَ؛

“โอ้อัลลอฮ์ ข้าพระองค์ขอกลับมาหาพระองค์ โปรดยอมรับการกลับตัวของข้าพระองค์ด้วยเถิดเพราะข้าพระองค์ได้สร้างความหวาดกลัวในหัวใจของเอาลิยาอ์และลูกหลานของบุตรีแห่งนบีของพระองค์”

จากนั้นเขาได้ทำลายเกราะและกล่าวด้วยความละอายใจทั้งหมดว่า

: «جُعِلْتُ فِداکَ یَابْنَ رَسُولِ اللّه ِ اَنَا صاحِبُکَ الَّذی حَبَسْتُکَ عَنِ الرُّجُوعِ وَ سایَرْتُکَ فِی الطَّریقِ وَ جَعْجَعْتُ بِکَ فی هذَا الْمَکانِ وَ ما ظَنَنْتُ اَنَّ الْقَوْمَ یَرُدُّونَ عَلَیْکَ ما عَرَضْتَهُ عَلَیْهِمْ وَ لایَبْلُغُونَ مِنْکَ هذِهِ الْمَنْزِلَةَ، وَ اللّه ِ لَوْ عَلِمْتُ اَنَّهُمْ یَنْتَهُونَ بِکَ اِلی ما اَری ما رَکِبْتُ مِثْلَ الَّذی رَکِبْتُ، فَانّی تائِبٌ اِلَی اللّه ِ مِمّا صَنَعْتُ، فَتَری لی مِنْ ذلِکَ تَوْبة؟

“โอ้บุตรแห่งศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ข้าขอพลีแด่ท่าน ข้าคือผู้ที่ขัดขวางไม่ให้ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของท่านและไปกับท่านทุกที่และคอยระวังไม่ให้ท่านออกนอกเส้นทางและยังนำท่านมายังสถานที่น่ากลัวเช่นนี้ ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพวกเขาจะปฏิเสธคำพูดของท่านและอิจฉาริษยาต่อท่านมากขนาดนี้ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์หากข้ารู้มาก่อนว่าพวกเขาจะทำกับท่านในแบบที่ข้าเห็นอยู่ ข้าจะไม่ปฏิบัติเช่นนั้นต่อท่าน แต่บัดนี้ข้าวอนขอการกลับตัวต่อพระผู้เป็นเจ้า ยังมีหนทางให้ข้าได้กลับตัวหรือไม่?”

อิมามได้ขออภัยโทษให้แก่เขาและกล่าวว่า “เจ้าคืออิสระชนทั้งในดุนยาและอาคิรัต”

นักประวัติศาสตร์บางคนบันทึกว่า ฮุรกล่าวว่า “เพราะข้าคือบุคคลแรกที่ปิดเส้นทางท่าน ได้โปรดอนุญาตให้ข้าได้เป็นชะฮีดคนแรกในหนทางของท่านด้วย บางทีข้าอาจจะเป็นคนที่จับมือท่านตาของท่านในวันกิยามัตก็เป็นได้”

แต่ท่านมัรฮูมซัยยิด อิบน ฏอวูส กล่าวว่า “จุดประสงค์ของฮุรคือการได้เป็นชะฮีดคนแรกในช่วงเวลานั้นเพราะก่อนหน้านี้มีกลุ่มที่ได้เป็นชะฮีดแล้ว”

ฮุรขออนุญาตจากอิมามฮุเซน(อ)และเข้าสู่สมรภูมิรบ หลังจากที่เขาได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในแบบที่ไม่มีใครเหมือนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดได้ไหลลงสู่ผืนดิน ร่างที่ยังคงมีลมหายใจอยู่นั้นได้ถูกนำไปวางรวมกับผู้ที่ถูกสังหารหน้ากระโจม

อิมาม(อ)กล่าวว่า “ร่างของผู้ที่ถูกสังหารเหล่านี้เปรียบดังบรรดาศาสดาและลูกหลานของศาสดา”

จากนั้นท่านอิมาม(อ)ปรากฏอยู่ข้างเขาและใช้มือลูบใบหน้าและร่างกายที่ลมหายใจเริ่มแผ่วเบา ท่านกล่าวว่า

«اَنْتَ الْحُرُّ کَما سَمَّتْکَ اُمُّکَ وَ اَنْتَ الْحُرُّ فِی الدُّنیا وَ اَنْتَ الْحُرُّ فِی الآْخِرَة؛

“เจ้าคือฮุรเป็นดังชื่อที่แม่ของเจ้าตั้งให้และเจ้าคือฮุรทั้งในดุนยาและอาคิรัต”

จากนั้นท่านอิมามหยิบผ้าของท่านออกมาพันบาดแผลที่ศีรษะให้กับฮุร

เชคศุดูกได้รายงานในอัลอะมาลีว่า “อิมามฮุเซน(อ)นั่งอยู่ข้างเขาในสภาพที่เลือดไหลออกจากร่างกายของฮุร อิมามกล่าวแก่ฮุรว่า “ยินดีด้วยฮุร เจ้าเป็นอิสระชนทั้งในดุนยาและอาคิรัตเหมือนดังที่แม่ของเจ้าชื่อเจ้าว่าฮุร”

ใช่แล้ว อิมามฮุเซน(อ)ได้ลูบร่างกายของฮุร ปัดฝุ่นดินบนใบหน้าของเขาออกและยังพันแผลบนศีรษะให้กับเขาอีกด้วยและเขาได้เป็นชะฮีดในสภาพนี้

แต่โอ้อนิจจาเอ๋ย เมื่อศีรษะของท่านอิมามฮุเซน(อ)ต้องคลุกเคล้ากับฝุ่นดิน จะมีผู้ใดไหมที่จะปัดฝุ่นดินออกจากศีรษะของท่าน

ในบทซิยารัตนาฮิยะฮ์มุกัดดัซได้กล่าวประโยคหนึ่งว่า

السَّلامُ عَلی الحُرِّ بْنِ الرِّیاحِیّ

 

اللّهُمَّ انّا نَسْئَلُكَ وَ نَدْعُوكَ بِاسْمِكَ الْعَظيمِ الْاعْظَمِ، الْاعَزِّ الْاجَلِّ الْاكْرَمِ، يا اللّهُ يا اللّهُ يا اللّهُ، يا جَوادُ، يا كريمُ،

الهی بحق محمد و آل محمد، ثبت قلوبنا علی دینک و اکفنا یا قاضی الحاجات و یا کافی المهمات انک مجیب الدعوات انّک علی کل شئٍ قدیر.

الهم صل علی محمد و آل محمد و عجّل فرجهم

 

4 มุฮัรรอม 1443