ย้อนรอยประวัติศาสตร์อิสลาม…เหตุนองเลือดที่กัรบาลาในเดือนมูฮัรรอม

อาชูรอ เป็นคำที่มาจากภาษาอาหรับ ที่หมายถึง สิบ ด้วยเหตุนี้วันอาชูรอจึงตรงกับวันที่สิบตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งในปีนี้วันที่ 10 มูฮัรรัม ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 59

528

ย้อนรอยประวัติศาสตร์อิสลาม…เหตุนองเลือดที่กัรบาลาในเดือนมูฮัรรอม

อาชูรอ เป็นคำที่มาจากภาษาอาหรับ ที่หมายถึง สิบ ด้วยเหตุนี้วันอาชูรอจึงตรงกับวันที่สิบตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งในปีนี้วันที่ 10 มูฮัรรัม ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 59 และย้อนไปในวันที่ 10 มูฮัรรัมในปี 61 ฮิจเราะฆ์ศักราช หรือ 9 ตุลาคม คริสต์ศักราช 680 ถือเป็นวันที่ได้เกิดเหตุการณ์การนองเลือดกันที่เมืองกัรบาลา ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิรักในปัจจุบัน

ซึ่งการนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์กันในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดความขัดแย้งันขึ้นระหว่าง กลุ่มผู้สนับสนุนซัยดีนาฮูเซ็น บิน อาลี(รอฏียัลลอฮ์) กับกลุ่มผู้สนับสนุนบานีย์อูมัยยะฮ์ ที่นำโดยท่านอูบัยดิลลาฮ์ บิน ซียาด ภายใต้การบังคับบัญชาของท่านยาซีด บิน มูอาวียะฮ์ ที่สอง

ซึ่งทางฝ่ายกองกำลังของพวกเขามีจำนวนถึงนับพันคน ซึ่งในวันดังกล่าวฝ่ายของซัยดีนาฮูเซ็น เกือบทั้งหมดได้ตายชาฮีดที่สมรภูมิแห่งกัรบาลา

ด้วยเหตุนี้ท่านฮาบีบ อับดุลลอ์ บิน อาลาวีย์ อัลฮัดดาด ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขา , Tathbit al-Fuad ว่า “ในวันอาชูรอ ถือเป็นวันแห่งความเศร้าโศกที่ซึ่งปราศจากความสุขในวันนั้น เพราะในวันนั้นเป็นวันแห่งการสูญเสียท่านฮูเซ็น”

ในส่วนของนักวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์การนองเลือดที่กัรบาลาดังกล่าว คงจะพอเห็นภาพตามที่ท่านศาตราจารย์ ซัยดฺ ฮูเซ็น อาลาตัส ที่กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ที่ชื่อ Cita Sempurna Warisan Sejarah (ความหวังที่สมบูรณ์)

ความหวังที่สมบูรณ์ ได้ให้คำนิยามความเข้าใจเกี่ยวกับความใฝ่ฝันต่อคุณภาพชีวิตที่ดี ที่มีความสมบูรณ์ มีความยุติธรรม และมีความเคารพในสังคม ความหวังที่สมบูรณ์ ที่เผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวางในสังคม ที่อาจนำมาซึ่งความเกลี่ยดชังต่อความฉ้อฉล ความไม่ยุติธรรมในสังคม โรคภัยไข้เจ็บ ความแร้นแค้น ความหิวโหย ความโง่เขลา การไร้ซึ่งเกียรติ์และศักดิ์ศรี และทุกๆ ความชั่วร้ายสิง่ที่ไม่ดีในชีวิตและสังคม

บุคคลที่มีคุณสมบัติ ความหวังที่สมบูรณ์ เฉกเช่นที่กล่าวมานี้ก็คือ ซัยดีนาอาลี กัรรอมัลลอฮ์ ท่านคอลีฟะฮ์ อูมัร อิบนู อับดุลอาซีซ และซุลต่าน ซาลาดีน อัลอัยยูบี

ตามที่ท่านศาตราจารย์ ซัยดฺ ฮูเซ็น อาลาตัส ที่กล่าวไว้ว่า ในสังคมทุกวันนี้เราจะพบว่ายังมีผู้นำที่ดี ที่วางอยู่บนหลักการความหวังที่สมบูรณ์ และผู้นำที่ชั่วช้า หยิ่งยโส ที่วางอยู่บนหลักการความขั่วร้าย

โศกนาฏกรรมการนองเลือดที่เกิดขึ้นที่เมืองกัรบาลา ถือเป็นการต่อกรแย่งชิงกันระหว่างความจริงกับความเท็จ ที่ท่านซัยดีนาฮูเซ็น พร้อมด้วยสาวกของท่าน มีโอกาสได้แสดงออกถึงความหวังความรักที่สมบูณ์พร้อมที่มีต่อศาสนา
อีกดานหนึ่ง หากเราได้พลิกดูประวัติศาตร์ของการปกครองของท่านยาซีด บิน มูอาวียะฮ์ บิน ซุฟยาน (คศ. 645-683) ซึ่งเราจะพบว่า ท่านอาจเข้าข่ายในส่วนของการเป็นผู้นำอีกชนิดหนึ่ง

ภายหลังจากที่ท่านมูอาวียะฮ์ คอลีฟะฮ์บนีอูมัยยะฮ์ที่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อของยาซีดที่สองได้เสียชีวิตลง ชาวชามได้ทำการกล่าวสัตยาบัน (บัยอะฮ์) ต่อยาซีดที่สอง จากนั้นเขาจึงได้ส่งผู้แทนเพื่อนำสาส์นไปยังเมืองมาดีนะฮ์ เพื่อแจ้งข่าวให้ชาวมาดีนะฮ์ หันมากล่าวสัตยาบันสวามิภักต่อเขา ทว่าท่านซัยดีนา ฮูเซ็น และอับดุลลอฮ์ บิน ซูบีร ได้ทำการปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าว

และต่อมาท่านซัยดีนาฮูเซ็น ได้รับจดหมายจากชาวกุฟฟะฮ์ท่านหนึ่ง เพื่อขอให้ท่านเดินทางไปยังกุฟฟะฮ์ ซึ่งในขณะเดียวกันมีสาวกหลายคนที่พยายามกีดขวางเพื่อไม่ให้ท่านเดินทางไป แต่สุดท้ายไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด เมื่อซัยดีนาฮูเซ็น ไม่ได้รับฟังเสียงทักท้วงของพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่น้อย และท่านได้เดินทางไปยังเมืองกุฟฟะฮ์ในที่สุด ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ในเดือนมูฮัรรอม พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว

ทางด้านยาซีด บิน มูอาวียะฮ์ ด้วยความเร่งรีบเขาได้สั่งให้อูบัยดิลลาฮ์ บิน ซียาด ซึ่งเป็นผู้ว่าการประจำเมืองกุฟฟะฮ์ในเวลานั้น เพื่อให้ทำการลอบสังหารท่านซัยดีนาฮูเซ็น ซึ่งท่านอูบัยดิลลาฮ์ บิน ซียาด ได้ส่งกองทัพไปเป็นจำนวนสี่พันคน ภายใต้การกุมบังเหียนของท่านอูมัร บิน ซาอัด ซึ่งสุดท้ายชาวกุฟฟะฮ์เองได้ทำการหักลิ้นฉีกสัญญาในการที่จะให้การคุ้มครองท่านซัยดีนาฮูเซ็น ด้วยเหตุนี้ท่านซัยดีนาฮูเซ็นเองจักต้องยุติการเดินทางเพียงเท่านี้ ไม่สามารถที่จะเดินทางไปยังเมืองกุฟฟะฮ์ดังตั้งใจได้ จึงต้องหยุดพักที่ทะเลทรายกัรบาลาในที่สุด

ท่านซัยดีนาฮูเซ็น หวังเพียงว่า ทางอูมัร บิน ซาอัด จะอนุญาตให้เขาเดินทางกลับไปยังเมืองเมกกะฮ์ได้หรือไม่ก็เดินทางไปพบกับท่านยาซีด ได้ แต่การร้องขอดังกล่าวไม่เป็นผล ประกอบกับการเดินทางของท่านฮูเซ็น ที่ระยะทางไกลแสนไกลทำให้เสบียงอาหารร่อยหรอจวนจะหมด

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความหิวโหยและกระหาย สาวกบางส่วนในคารวานของท่านพยายามที่จะไปนำน้ำดื่มจากคลองอีฟรอต ทว่ากลับถูกลอบโจมตีโดยกองทัพของอูมัร บิน ซาอัด จนถึงชาฮีด ซึ่ง ณ ตรงนี้เราจะเห็นได้ถึงความโหดร้ายทารุณของกองทัพอูมัร บิน ซาอัด ได้อย่างชัดเจน

ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ท่านซัยดีนาฮูเซ็น ได้ประกาศไปยังกองทัพของอูมัร บิน ยาซีด ว่า

“โอ้ พี่น้องของฉันทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายได้ประจานข้า แต่จงคิดสักนิดเถิด ตัวข้านี้เป็นใครหรือ จากนั้นจงถามไปยังหัวใจของพวกท่านว่า สิ่งที่พวกท่านกำลังทำอยู่คืออะไร….ข้านี้เป็นลูกชายของลูกสาวของท่านรอซูลมิใช่ดอกหรือ พวกท่านมิอาจลบ้ลางความจริงที่ข้ากล่าวนี้ได้ เกี่ยวกับความพิเศษของครอบครัวของท่านศาสดามูฮัมหมัด หรือมันยังไม่พออีกหรือที่จะห้ามปรามพวกท่านในการหลั่งเลือดข้านี้?”

ทว่าการบอกกล่าวดังกล่าวไม่ได้เกิดผลใดๆ ต่อกองทัพของอูมัรแม้แต่น้อย และเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 10 มูฮัรรอม ฮิจเราะห์ 61 ทำให้ฝ่ายของฮูเซ็นหลายคนต้องตายชาฮีด จนสุดท้ายเหลือเพียงไว้ซัยดีนาฮูเซ็นพร้อมด้วยบรรดาเด็กๆ และผู้หญิง

และในที่สุดทางกองทัพของอูมัร บิน ซาอัด ได้กรู่ลูกธนูไปยังซัยดีนาฮูเซ็น จนในที่สุดท่านได้ล้มลงท่ามกลางร่างที่ไร้วิญญาณที่ล้มลงอย่างระเนระนาด จากนั้นหนึ่งนาบทหารของอูมัร ได้ลงจากม้าแล้ววิ่งไปยังฮูเซ็นที่ตกลงพื้น ได้วางเท้าลงบนอกของฮูเซ็น จากนั้นเขาได้นั่งทับบนอกของฮูเซ็น ก่อนที่เขาจะเฉือนคอของท่านฮูเซ็นออกจากร่างไป

หลังจากนั้น ท่านยาซีดได้ทำการเฉลิมฉลอง และได้เสียบศรีษะของท่านฮูเซ็นไว้ที่ปลายหอก ก่อนที่จะเดินไปตามทั่วเมืองกุฟฟะฮ์และเมืองชาม เพื่อเป็นการย้ำเตือนไปยังประชาชนว่ามิให้ก่อการขบถต่อผู้ปกครอง

การเผชิญหน้ากันระหว่างซัยดีนาฮูเซ็นกับท่านยาซีด ถือเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างสองฝ่ายสองขั้วมาตรฐาน ที่อีกฝ่ายปรารถนาในความหวังดีและอีกฝ่ายที่เป็นฝ่ายที่มุ่งแสวงหาในทางที่มิดี ซึ่งท่านยาซีด ในฐานะตัวแทนของฝ่ายที่ชั่วร้าย ซึ่งมิทันที่ยาซีด จะทำสัตยาบันกับอิมามฮูเซ็นได้ อันเนื่องมาจากการที่ยาซีดได้กระทำการที่มิดีมากมายที่ขัดแย้งกับหลักการอิสลาม

ด้วยเหตุนี้จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะซัยดีนาฮูเซ็น ต้องกล่าวสัตยาบันกับยาซีด

เป้าหมายของเราในวันนี้ก็คือเพื่อที่ว่าเราจงร่วมกันส่งเสริมผู้นำของเราให้มีความคุณสมบัติในสภาวะของความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและสูงส่งในด้านจริยธรรม อย่างที่ได้แสดงออกโดยท่านอิมามฮูเซ็น ซึ่งไม่เพียงแต่ความสามารถในด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่แต่รวมไปถึงด้านคุณธรรมอีกด้วย

ซึ่งโดยความจริงแล้วคุณธรรมด้านจริยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นปัจจัยหลักอีกด้วยในการเป็นผู้นำและคุณธรรมจริยธรรมที่มีความงดงาม

ศาตราจารย์ ซัยดฺ ฮูเซ็น อาลาตัส ได้เคยหยิบยกการปฏิวัติของกลุ่มคนโง่ (the fools). ซึ่งหนึ่งในเหตุผลที่บ่งบอกถึงความโง่งมก็คือ การไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา ไม่มีความสามารถในการรับมือกับปัญหาหากว่าปัญหาเหล่านั้นถูกนำมายื่นให้แก่เขา ไม่มีความสนใจที่จะใฝ่รู้ และไม่ยอมเรียนรู้และไม่ยอมรับว่าตัวเองนั้นโง่

การฏิวัติโดยกลุ่มคนที่โง่งมงายที่เกิดขึ้นในหลายๆ สังคมได้แผ่ขยายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยของการล่าอาณานิคมเบ่งบาน นักปกครองในสมัยของการล่าอาณานิมคม มิทันสังเกตุการปกครองที่มีคุณภาพ ทำให้ภายหลังจากที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนมาแล้ว ทำให้เกิดกลุ่มคนที่โง่มากมายเกิดขึ้น และในที่สุดพวกเขาก็รักษากลุ่มก้อนของพวกเขาในหมู่ปัญญาชนแผ่ขยายในสังคมต่างๆ สืบไป

“ด้วยการมีอยู่ของกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้เกิดการเลือกที่รักมักที่ชัง มีความอคติ ความคิดการเมืองอิงพรรคการเมือง ที่สามารถชี้ทิศทางการเลือกตั้งได้ในอนาคต”

นี่คือสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อความหวังในความชั่วร้ายได้บังเกิดขึ้นและสามารถครอบงำวิถีชีวิตของเรา ผ่านตัวผู้นำที่ไม่เอาไหน สุดท้ายสังคมนั้นๆ อาจล่มจมลงในที่สุด

และ ณ วันนี้สังคมมุสลิมมีหรือไม่ผู้นำที่มีคุณสมบัติเฉกเช่นท่านซัยดินานฮูเซ็นในการต่อกรกับเหล่าอริราชที่ไม่ดีทั้งหลาย นั่นคือความคาดหวังของเรา

แปลจาก http://www.malaysiakini.com/columns/358709