อิมามฮุเซน (อ) ในมุมมองของนักปราชญ์ ตอนที่ 1

126

เหตุการณ์แห่งกัรบาลาอ์แสดงให้เห็นถึงการเสีย สละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อพระผู้เป็นเจ้าในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เรื่องราวโดยละเอียดและน่าตื่นตะลึงของเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ได้ถูกจด บันทึกและเก็บรักษาไว้ตั้งแต่วันแรกๆ โดยผู้เห็นเหตุการณ์

ตลอดระยะเวลาสิบสี่ศตวรรษที่ผ่านมานี้ สมรภูมิแห่งกัรบาลาอ์สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นปรปักษ์กันระหว่างความดีกับความ ชั่ว บุญกับบาป ความถูกต้องกับความผิด และความเป็นปรปักษ์ระหว่างอิมามฮุเซน (อ.) (หัวหน้าของความดีงาม) กับยะซีด (หัวหน้าของความเลวทราม)

เอ็ดเวิร์ด จี. บราวน์ (Edward G. Brown) ศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและตะวันออกศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ได้กล่าวยกย่องอิมามฮุเซน อ.  ไว้ดังนี้ :

“… สิ่งเตือนใจถึงสมรภูมิเลือดแห่งกัรบาลาอ์ ที่ซึ่งหลานชายของศาสดาแห่งพระเจ้าได้ทอดร่างลง ทุกข์ทรมานด้วยความกระหาย และรายล้อมไปด้วยร่างของญาติมิตรผู้ถูกสังหารของเขานั้น ไม่ว่าเวลาใดก็เพียงพอที่จะปลุกความรู้สึกส่วนลึกที่สุด ความเศร้าโศกอย่างถึงที่สุด ให้เกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่ไม่รู้สึกรู้สาและไม่ใส่ใจที่สุดก็ตาม และเป็นความปลาบปลื้มยินดีทางจิตวิญญาณจนถึงขนาดที่ความเจ็บปวด อันตราย และความตายก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ถูกละเลยไป”    (A Literary History of Persia, ลอนดอน, 1919, หน้า 227)

ในฐานะอิมามแห่งยุคสมัยและตัวแทนที่แท้จริงของ ศาสดามุฮัมมัด (ศ.) ผู้เป็นตา อิมามฮุเซน (อ.) ได้ลุกขึ้นต่อต้านทรราชแห่งยุคสมัยเพื่อปกปักรักษาอิสลามและชี้นำชาว มุสลิม ในทางกลับกัน ผู้ปกครองที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้น (มุอาวียะห์ และยะซีดลูกชายของเขา) อาศัยกำลังจากดาบเพียงอย่างเดียว พวกเขาปกครองอาณาจักรของชาวมุสลิมโดยใช้การบังคับอย่างเหี้ยมโหด แม้จะด้วยวิธีการที่ป่าเถื่อนก็ตาม

เมื่อตะวันตกดินในวันอาชูรอที่ท้องทุ่งกัรบาลาอ์ อิมามฮุเซน อ. ได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จะสามารถให้ได้ไปในหนทางของพระเจ้า รวมทั้งผู้ติดตามที่หาญกล้าและภักดีของท่าน 72 คน และทารกน้อยอะลี อัสฆัร ที่น่ารักวัย 6 เดือนของท่าน การเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ กุรอานได้ยกย่องไว้ว่า :

“และเจ้าจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่า บรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮ์นั้นตาย มิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขา ในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ” (กุรอาน 3 : 169)

ก่อนที่จะเกิดการสู้รบที่กัรบาลาอ์ โลกรู้จักเพียงแค่กฎที่ว่า “อำนาจคือความถูกต้อง” อย่างไรก็ตาม วันอาชูรอได้แนะนำให้โลกได้รู้จักกับกฎที่ทรงพลังยิ่งกว่านั้น นั่นก็คือ “ความถูกต้องคืออำนาจ” บัดนี้ เลือดของผู้บริสุทธิ์สามารถมีชัยชนะเหนือดาบของผู้กดขี่