เข้าใจ “มุตอะฮ์” ผ่านมุมมองจากอัลกุรอาน ฮะดีษ และทัศนะของนักปราชญ์ในอิสลาม ตอนที่๑

การนิกะห์(แต่งงาน)สองชนิด นิกะห์ ถาวร คือ ไม่มีการกำหนดระยะเวลา และนิกะห์ มุตอะฮ์ คือ มีการกำหนดระยะเวลา

998

คำนำ

เราพบบุคคลจำนวนหนึ่งได้จาบจ้วงดูถูกดูหมิ่นฮุก่มของอัลลอฮ์  ที่พระองค์ได้ทรงประทานอายัตกุรอ่าน ลงมาว่าด้วยเรื่องอนุมัติให้นิกะฮ์มุตอะฮ์ โดยฝ่ายอคติได้อ้างฮะดีษอาฮ๊าดที่มีปัญหาทางสายรายงานมายกเลิกอายัตกุรอ่านนี้ เพื่อสนองแนวคิดของตนเองให้ชอบธรรม และประณามฝ่ายตรงข้ามอย่างเลยเถิด 

เราจึงใคร่นำเสนองานวิจัย ต้นเหตุการณ์กุฮะดีษยกเลิกนิกะห์มุตอะฮ์ให้ผู้อ่านที่มีใจเที่ยงธรรมได้ศึกษาความจริงอย่างละเอียด ขอชูโก้รต่ออัลลอฮ์ตะอาลาที่ได้ประทานเตาฟีกให้เราในการแสวงหาความจริง      

ศาสนาอิสลามตั้งแต่สมัยท่านนบีมุฮัมมัด(ศ)มีการนิกะห์(แต่งงาน)สองชนิด

  1. นิกะห์ ถาวร คือ ไม่มีการกำหนดระยะเวลา
  2. นิกะห์ มุตอะฮ์ คือ มีการกำหนดระยะเวลา

การนิกะห์ชนิดที่หนึ่งไม่มีความขัดแย้งกัน แต่ชนิดที่สอง นิกะห์มุตอะฮ์ มีความขัดแย้งกัน

คัมภีร์อัลกุรอ่านโองการใดที่กล่าวถึงเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์ ตอบ ซูเราะฮ์อันนิซาอ์ อายะฮ์ที่ 24    อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า

فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا تَرَاضَيْتُمْ بِهِ مِنْ بَعْدِ الْفَرِيضَةِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمًا

ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่ง สินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่กำหนดไว้ 

และไม่เป็นบาปใดแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้าต่างพอใจต่อกันในสิ่งนั้น หลังจากที่มีการกำหนดนั้นขึ้น  แท้จริงอัลลอฮ์คือ ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ 

อุลามาอ์ซุนนี่ที่ยืนยันว่ากุรอ่านอายัตนี้ลงมาเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์  มีดังต่อไปนี้

1.อิบนุญะรีร อัตต็อบรี นักตัฟซีรซุนนี่  (224 – 310 ฮ.ศ.) บันทึกว่า

عَنْ أَبِي نَضْرَةَ  قَالَ سَأَلْتُ ابْنَ عَبَّاسٍ عَنْ مُتْعَةِ النِّسَاءِ  قَالَ  أَمَا تَقْرَأُ سُورَةَ النِّسَاءِ قَالَ قُلْتُ بَلَى قَالَ فَمَا تَقْرَأُ فِيهَا

อบีนัฎเราะฮ์ได้ถามอิบนิอับบาสถึงเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์ เขากล่าวว่า เจ้าไม่เคยอ่านซูเราะฮ์อันนิซาอ์ดอกหรือ เขาตอบว่า หามิได้เคยอ่านครับ  เขากล่าวว่า แล้วอะไรที่เจ้าอ่านในซูเราะฮ์นั้น

فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى

ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น สู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้

قُلْتُ : لَا , لَوْ قَرَأْتُهَا هَكَذَا مَا سَأَلْتُكَ. قَالَ: فَإِنَّهَا كَذَا

ฉันกล่าวว่า ไม่หากฉันอ่านมันแบบนั้น ฉันจะไม่ถามท่านเลย  อิบนิอับบาสได้ กล่าวว่า อายะฮ์นั้นเป็นแบบนั้นแหล่ะ

ตัฟซีร อัฏฏ็อบรีย์  เล่ม 8 : 177 อันดับที่ 9036  ซูเราะฮ์อันนิซาอ์  : 24

2.อิบนุ อบีฮาติม นักตัฟซีรซุนนี่  (240 – 327 ฮ.ศ.) บันทึกว่า

حَدَّثَنَا أَبِي، ثنا ابْنُ أَبِي عُمَرَ، قَالَ: قَالَ سُفْيَانُ فِي قَوْلِهِ : فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ  قَالَ : هَذَا فِي الْمُتْعَةِ كَانُوا قَدْ أُمِرُوا بِهَا قَبْلَ أَنْ يُنْهَوْا عَنْهَا

บิดาของฉันเล่าให้เราฟัง จากอิบนิอบีอุมัรเล่าว่า ซุฟยานได้กล่าวถึงอายัต (ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่ง สินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่กำหนดไว้) เขากล่าวว่า นี่คือเรื่องมุตอะฮ์สตรี ที่พวกเขาเคยถูกสั่งให้ทำมันได้ ก่อนที่พวกเขาจะถูกสั่งห้ามทำมัน

ตัฟซีร อิบนิอบีฮาติม เล่ม 4 : 107 อันดับที 5175 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ : 24

3.อิบนุ อะตียะฮ์ นักตัฟซีรซุนนี่  (481 – 541 ฮ.ศ.) บันทึกว่า

روي عن ابن عباس أيضاً ومجاهد والسدي وغيرهم : أن الآية في نكاح المتعة

ได้มีรายงานจากอิบนิอับบาส เช่นเดียวกัน และจากมุญาฮิดและอัซซุดดีและคนอื่นว่า อายัตนี้ได้ลงมาเรื่อง นิกะห์มุตอะฮ์

ตัฟซีร อัลมุฮัรริร อัลวะญีซ  เล่ม 2 : 104 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ : 24

  1. อัลบะฆอวี นักตัฟซีรซุนนี่ (ตาย 516 ฮ.ศ.) ระบุว่า

وقال آخرون: هو نكاح المتعة وهو أن ينكح امرأة إلى مدة فإذا انقضت تلك المُدَّة بانَتْ منه بِلا طلاق، وتستبرئ رحمها وليس بينهما ميراث، وكان ذلك مباحًا في ابتداء الإسلام، ثم نهى عنه رسول الله صلى الله عليه وسلم

ส่วนนักวิชาการกลุ่มอื่นได้กล่าวว่า นิกะฮ์มุตอะฮ์คือ การที่เขาแต่งงานกับสตรีโดยมีกำหนดระยะเวลา และเมื่อระยะเวลาที่กำหนดสิ้นสุดลง นางก็ต้องแยกจากเขา โดย(ฝ่ายชาย)ไม่ต้องกล่าวคำหย่าตอล๊าก และต้องนางรักษาอิดดะฮ์ และไม่มีมรดกระหว่างทั้งสอง และการแต่งงานนี้เป็นสิ่งอนุญาติในช่วงแรกของอิสลาม ต่อมาท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)ได้ห้ามมัน

ตัฟซีร อัลบะฆอวี  เล่ม 1 : 413 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

5.อัลกุรตุบี นักตัฟซีรซุนนี่  (ตาย 671 ฮ.ศ.) กล่าวว่า

وَقَالَ الْجُمْهُورُ: الْمُرَادُ نِكَاحُ الْمُتْعَةِ الَّذِي كَانَ فِي صَدْرِ الْإِسْلَامِ

อายะฮ์นี้ ญุมฮูรอุลามาอ์หมายถึง นิกะฮ์มุตอะฮ์ ที่มีในยุคต้นของอิสลาม

ตัฟซีร อัลกุรตุบี เล่ม 5 : 115 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

  1. อิบนุกะซีร นักตัฟซีรซุนนี่ (700 – 774 ฮ.ศ.) กล่าวว่า

وَقَدِ اسْتُدِلَّ بِعُمُومِ هَذِهِ الْآيَةِ عَلَى نِكَاحِ الْمُتْعَةِ، وَلَا شَكَّ أَنَّهُ كَانَ مَشْرُوعًا فِي ابْتِدَاءِ الْإِسْلَامِ، ثُمَّ نُسِخَ بَعْدَ ذَلِكَ، وَقَدْ ذَهَبَ الشَّافِعِيُّ وَطَائِفَةٌ مِنَ الْعُلَمَاءِ إِلَى أنه أُبِيحَ ثُمَّ نُسِخَ مَرَّتَيْنِ. وَقَالَ آخَرُونَ: أَكْثَرَ مِنْ ذَلِكَ. وَقَالَ آخَرُونَ: إِنَّمَا أُبِيحَ مَرَّةً ثُمَّ نُسِخَ وَلَمْ يُبَحْ بَعْدَ ذَلِكَ. وَقَدْ رُوِيَ عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ وَطَائِفَةٍ مِنَ الصَّحَابَةِ القول بإباحتها للضرورة وهو راوية عن الإمام أحمد

แท้จริง ได้ถูกอ้างอิงด้วยความหมายอุมูมของอายัต(ที่ 24 ซูเราะฮ์อันนิซาอ์)ถึงเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์ ไม่ต้องสงสัยว่ามันเคยถูกกำหนดเป็นบทบัญญัติในตอนแรก แล้วถูกยกเลิกในภายหลัง และมัซฮับชาฟิอีกับอุละมาอ์กลุ่มหนึ่งมีทัศนะว่ามันถูกอนุญาติแล้วถูกยกเลิกถึงสองครั้ง นักวิชาการกลุ่มอื่นกล่าวว่า (ถูกอนุญาตและถูกยกเลิก)มากกว่านั้น ส่วนนักวิชาการกลุ่มอื่นกล่าวอีกว่า ถูกอนุญาติหนึ่งครั้งแล้วถูกยกเลิกและไม่อนุญาติอีกหลังจากนั้น และมีรายงานจากอิบนิอับบาสและซอฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่งที่กล่าวว่า อนุญาตให้นิกะห์มุตอะฮ์ได้เมื่อมีความจำเป็น มันคือรายงานที่มาจากอิหม่ามอะหมัด

وَكَانَ ابْنُ عَبَّاسٍ وَأُبَيُّ بْنُ كَعْبٍ وَسَعِيدُ بْنُ جُبَيْرٍ وَالسُّدِّيُّ يَقْرَءُونَ «فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ إِلَى أَجَلٍ مُسَمَّى فَآتَوْهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً» ، وَقَالَ مُجَاهِدٌ: نَزَلَتْ فِي نِكَاحِ الْمُتْعَةِ، وَلَكِنَّ الْجُمْهُورَ عَلَى خِلَافِ ذَلِكَ

อิบนุอับบาส, อุบัย บินกะอับ, สะอีด บินญุเบร และอัซซุดดี พวกเขาได้อ่านแบบนี้

(ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น สู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้ จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่กำหนดไว้)  มุญาฮิดได้กล่าวว่า อายัตนี้ได้ลงมาเรื่อง นิกะฮ์มุตอะฮ์ แต่ญุมฮูรมีทัศนะขัดแย้งต่อสิ่งนั้น

ตัฟซีร อิบนุกะซีร เล่ม 2 : 259 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

  1. อัษ-ษะอาละบี นักตัฟซีรซุนนี่ (786 – 872 ฮ.ศ.) ระบุว่า

وقوله سبحانه { فَمَا استمتعتم بِهِ مِنْهُنَّ فَئَاتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ } قال ابن عَبَّاس وغيره : المعنى

فإذا استمتعتم بالزوْجَة ، ووَقَعَ الوطْء ، ولو مرَّةً ، فقد وجَب إعطاء الأجْرِ ، وهو المهر كلُّه

ดำรัสของอัลลอฮ์ (ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง)

อิบนุอับบาสและคนอื่นกล่าวว่า ความหมายคือ ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนาง) แล้วได้ร่วมเพศกับนางแม้เพียงครั้งเดียวก็ตาม ดังนั้นจำเป็นจะต้องมอบสินตอบแทนให้กับนางและมันคือมะฮัร ทั้งหมด

وقال ابنُ عَبَّاس أيضاً وغيره : إن الآية نزلَتْ في نكاح المُتْعة

เช่นเดียวกันอิบนุอับบาสกับคนอื่นกล่าวว่า อายัตนี้ประทานลงมาเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์

ตัฟซีร อัษ-ษะอาละบีย์ เล่ม 1 : 300 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

  1. ญะลาลุดดีน อัซ-ซิยูตี (849 – 911 ฮ.ศ.) กล่าวว่า

وأخرج عبد بن حميد وابن جرير عن مجاهد { فما استمتعتم به منهن } قال : يعني نكاح المتعة

อับดุ บินฮุมัยด์ และอิบนุญะรีรได้รายงานจาก มุญาฮิดได้กล่าวว่า อายัตนี้((ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น) หมายถึง นิกะฮ์มุตอะฮ์

وأخرج ابن جرير عن السدي في الآية قال : هذه المتعة الرجل ينكح المرأة بشرط إلى أجل مسمى

อิบนิญะรีรได้รายงานจากอัซ-ซุดดีเกี่ยวกับอายัตนี้ เขากล่าวว่า นี่คือเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์คือ ชายหนึ่งได้สมรสกับสตรีด้วยเงื่อนไข ระยะเวลาหนึ่งที่กำหนดไว้

ตัฟซีร ดุรรุลมันษูร  เล่ม 3 : 79 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

9.อัช-เชากานี (1173 – 1255 ฮ.ศ.) กล่าวว่า

وقال الجمهور : إن المراد بهذه الآية : نكاح المتعة الذي كان في صدر الإسلام

ญุมฮูรอุลามาอ์กล่าวว่า ความหมายของอายัตนี้(ซูเราะฮ์อันนิซาอ์ : 24 ) คือ นิกะฮ์มุตอะฮ์ ที่มีในช่วงต้นของอิสลาม..

ตัฟซีร ฟัตฮุลกอดีร  เล่ม 2 : 119 ดูซูเราะฮ์ อันนิซาอ์  โองการที่ 24

  1. อิบนุฮะญัร อัลอัสกอลานี (ตาย 852 ฮ.ศ.)กล่าวว่า

قوله تعالى  (فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً)  قال مقاتل نزلت في المتعة

ดำรัสของอัลลอฮ์ (ดังนั้นหญิงใด ที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้ )  มุกอติลกล่าวว่า อายัตนี้ได้ลงมาเรื่องนิกะฮ์มุตอะฮ์

ดูหนังสือ อัลอิญาบ ฟี บะยาน อัลอัสบาบ  เล่ม 2 หน้า 858

11.อันนะวาวี (ตาย 676 ฮ.ศ.)กล่าวว่า

وقيل في قوله تعالى (فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ) المراد نكاح المتعة ، والآية محكمة

มีผู้กล่าวว่า ดำรัสของอัลลอฮ์อายัตนี้ (ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้นิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง)ความหมายคือ นิกะห์มุตอะฮ์ และโองการนี้เป็น อายัตมุห์กะม๊าต(โองการที่มีความหมายชัดเจน)

ดูหนังสือ อัลมัจญ์มู๊อ์ ของอันนะวาวี  เล่ม 16 หน้า 253

คำอธิบายของอุละมาอ์ซุนนี่(มุฟัซซิรูน)ข้างต้น ได้หักล้างผู้ที่ปฏิเสธว่า ไม่มีกุรอ่านอายัตใด ที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมาเรื่องนิกะห์มุตอะฮ์

สรุป อุละมาอ์ซุนนี่ได้อธิบายชัดเจนว่า  ซูเราะฮ์อันนิซาอ์ โองการที่ 24 ได้กล่าวถึงเรื่อง นิกะฮ์มุตอะฮ์ ซึ่งมันคือการสมรสที่มีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้

บทความโดย เชคอับดุลญะวาด สว่างวรรณ