เรื่องราวของ “ฆอดีรคุม”โดยสังเขป

โอ้ศาสนทูตเอ๋ย! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้าไม่ปฏิบัติ ก็เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย

487

 ในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 10 ขณะที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) เดินทางกลับจากการทำฮัจญ์ครั้งสุดท้าย (ฮัจญะตุ้ลวิดาอ์) มวลมหาประชาชนซึ่งมีจำนวนถึง 124,000 คน ต่างเดินทางมาส่งท่าน จนกระทั้งมาถึงยังพื้นที่กันดาลแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ฆอดีรคุม” ในช่วงเที่ยงของวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ซึ่งทันใดนั้นเอง ญิบรออีลได้ลงมายังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) และนำโองการจากพระผู้เป็นเจ้าลงมายังท่านว่า

يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنْزِلَ إِلَيْكَ مِنْ رَبِّكَ ۖ وَإِنْ لَمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ ۚ وَاللَّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ ۗ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ

“โอ้ศาสนทูตเอ๋ย! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้าไม่ปฏิบัติ ก็เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงนำทางหมู่ชนผู้ปฏิเสธ”  (อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 67)

ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จึงออกคำสั่งให้กองคาระวานหยุดการเดินทาง ประชาชนทั้งหมดจึงหยุดพัก ณ ท้องทุ่งทะเลทรายที่แห้งแล้งภายใต้แสงแดดที่ร้อนจัด ประชาชนได้ใช้อานอูฐเรียงกันเป็นมิมบัร (ธรรมมาส) ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้ขึ้นไปยืนบนนั้น และหันหน้าไปยังประชาชน ในช่วงเริ่มต้นท่านได้กล่าวสรรเสริญสดุดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายต่างๆ ของอารมณ์ใฝ่ต่ำ พร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ ประชาชนเอ๋ย! ฉันกำลังจะจากพวกท่านไปในเวลาอันใกล้นี้” จากนั้นท่านได้กล่าวเสริมว่า

ایهاالنَّاسُ، مَنْ اَوْلی بِکُمْ مِنْ اَنْفُسِکُمْ؟

“โอ้ประชาชนเอ๋ย! ผู้ใดที่มีอำนาจปกครอง (และคุ้มครองประโยชน์) ของพวกท่าน ยิ่งกว่าตัวของพวกท่านเอง”

ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า «اللهُ وَ رَسُوْلَهُ أعْلَمُ» “อัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ย่อมทราบดียิ่ง”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้กล่าวว่า «ألَسْتُ أَوْلَى بِکُمْ من أَنْفُسِكُمْ» “ฉันมิได้มีอำนาจปกครอง (และคุ้มครองประโยชน์) ของพวกท่านยิ่งกว่าตัวของพวกท่านเองดอกหรือ” พวกเขาตอบว่า «بَلَى» “ใช่แล้ว!”

ต่อจากนั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ซ็อลฯ) ได้จับมือของท่านอิมามอะลี (อ.) ชูขึ้น และกล่าวว่า

اَلا من کُنْتُ مَوْلاهُ فَهذا عَلی مَوْلاهُ

“พึงรู้เถิดว่า ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองของเขา ดังนั้น อะลีผู้นี้ก็เป็นผู้ปกครองของเขาด้วย”

จากนั้นท่านกล่าวว่า

اللهمَّ والِ مَنْ والاهُ و عادِ مَنْ عاداهُ وَانْصُرْمَنْ نَصَرَهُ واخْذُلْ مَنْ خَذَلَهُ

“โอ้อัลลอฮ์! โปรดเป็นมิตรต่อผู้ที่ยอมรับอำนาจการปกครองของเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูต่อเขา และโปรดช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือเขา และโปรดทอดทิ้งผู้ที่ทอดทิ้งเขา”

ในขณะที่การชุมนุมของประชาชนยังอยู่ในสภาพดังกล่าว และยังไม่ได้แยกย้ายกันออกไป ญิบรออีลได้นำโองการมายังท่านศาสนทูต (ซ็อลฯ) อีกครั้ง โดยกล่าวว่า

الْيَوْمَ يَئِسَ الَّذِينَ كَفَرُوا مِن دِينِكُمْ فَلَا تَخْشَوْهُمْ وَاخْشَوْنِ الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا

“วันนี้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้สิ้นหวังจาก (การทำลาย) ศาสนาของพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวข้าเถิด วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว และข้าได้ให้ความโปรดปรานของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว และข้าได้พึงพอใจแล้วที่จะให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า” (อัลกุรอานบทอัลมาอิดะฮ์ โองการที่ 3)